นางสาวชนม์นิภา ขุนจันทร์ เลขทะเบียน 48210318
เรื่อง จวกขึ้นภาษีน้ำมันผลักภาระปชช
เงินคงคลังไทยอภิสิทธิ์ยันมีพอ
"มาร์ค"สั่งศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนานาประเทศ หวังเจาะตลาดให้ตรงเป้า ยันเงินคงคลังของไทยมีเพียงพอ ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ทำให้ประเทศขาดดุลงบประมาณ แจงแนวคิดกู้เงินนอกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะเงินสำรองหมดชี้ให้ใช้ตัวเลขรายได้จริงปี 52 เป็นฐานทำงบฯ ปี 53 ส่อตั้งงบฯ ขาดดุลเพิ่มเหตุรายได้ลด ด้าน พท. จวก “อภิสิทธิ์” ขึ้นภาษีน้ำมัน ผลักภาระให้ ปชช. เสนอชะลอ-ระงับการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ขณะที่เศรษฐกิจพ่นพิษ สิงห์รถบรรทุกซึม หยุดวิ่งแล้ว 7 หมื่นคัน ส่อเตะฝุ่น 2 แสนคน หลังส่งออกสะดุดไร้ออร์ดอร์ขนส่ง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุกระจาย เสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งถ่ายทอดสดมาจากวังสวนผักกาด โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายฝ่ายมีความห่วงใยถึงสถานะทาง การเงินการคลังของประเทศที่อาจมีปัญหาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งตนขอ ย้ำว่าการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้คำนวณถึงความเป็นจริงเรื่องการจัดเก็บภาษี และงบประมาณต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ หรือต้องกู้เงินภายในประเทศ หรือทำให้มีหนี้สาธารณะเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้
“แต่คงต้องบอกว่าในวันที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้น การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย อยู่แล้ว ซึ่งเขาตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้เกือบแสนล้านบาท และการใช้งบกลางหรืองบสำรองฉุกเฉินต่าง ๆ ก็มีข้อผูกมัดไปมากกว่า 2 ใน 3 ของงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งหมด ดังนั้นการใช้จ่ายต่าง ๆ จึงต้องระมัดระวังและรอบคอบ ผมได้ตรวจสอบกับทางกระทรวงการคลังตลอดเวลา พบว่าเงินคงคลังของรัฐบาลเวลานี้นั้นมีเพียงพอที่จะใช้จ่ายตามความจำเป็น และไม่ได้มีปัญหา ในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องเงินคงคลังเลย เราได้ดูอย่างรอบคอบ และคาดว่าภายในอีก 2 สัปดาห์เราจะกำหนดตัวเลขวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 53 ได้”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ ครม. มีมติให้กระทรวงการคลังไปเริ่มต้นกำหนดกรอบเจรจาเรื่องเงินกู้ต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เพราะงบ ประมาณของประเทศหมดหรือไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศ ขอยืนยันว่าเงินสำรองระหว่างประเทศเรามีเยอะมาก และอยู่ในเกณฑ์ที่มั่นคงมาก ๆ แต่ตามกฎหมายของไทยกำหนดให้ต้องเก็บเงินสำรองระหว่างประเทศเอาไว้ ไม่ใช่มีเยอะแล้วจะเอาออกมาใช้ได้ ดังนั้นการกู้เงิน ต่างประเทศจึงไม่ได้เพื่อเอามาเสริมเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่เพื่อการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงที่เราไม่สามารถจะหาเงินในส่วนอื่นมาได้ เพราะการกู้เงินในประเทศจะมีเพดานของมันอยู่ ซึ่งตนได้ย้ำกับกระทรวงการคลังว่ากระบวนการเริ่มต้นทำกรอบเจรจานั้น ขอให้ไปทาบทาม ซึ่งปัจจุบันได้พูดคุยกับธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย องค์กรไจก้า
“การให้ไปเจรจาก็เหมือนกับเอาเงินใส่กระเป๋าไว้ก่อน ยังไม่ได้กู้จริง แต่เปิดช่องทางเอาไว้ เหตุผลเพราะเราไม่ทราบจริง ๆ ว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ครึ่งปีหลังจะมีความผันผวนไปในทางใดอีก เพราะข่าวคราวในต่างประเทศหลายฝ่ายก็ยังมีวิตกกังวลอยู่ ถ้าสถานการณ์ไม่ดี และมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้วไม่เพียงพอ เราถึงจะเข้าไปใช้ช่องทางตรงนี้ แต่ถ้าเราไม่มีความจำเป็นก็จะไม่ใช้ เพราะผมก็ไม่ต้องการให้มีการกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศโดยไม่จำเป็น”
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า และในการประชุมครม.วันที่ 10 ก.พ.นี้ ตนได้ให้มีการสรุปปัญหานโยบายการเงินเข้ามา เพราะมีประชาชนบ่นเรื่องปัญหาการกู้ยืมจากระบบธนาคาร ซึ่งตนได้ให้แนวทางไปแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เพราะเงินไม่มีในระบบ หรือดอกเบี้ยแพง แต่เป็นเพราะไม่มีการปล่อยกู้เพราะความเสี่ยง จึงได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปทำระบบค้ำประกันสินเชื่อมาโดยเร็วที่สุด และให้ ธปท.ไปดูข้อกฎหมายให้เอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับมาตรการส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นเรื่องต่อไปที่รัฐบาลจะทำต่อหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้สั่งการให้สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เพื่อทำให้เราสามารถเจาะได้ตรงจุด และปรับยุทธศาสตร์การส่งออก การลงทุน หรือการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงินใหม่ที่เข้าสู่ตลาดโลกของประเทศต่าง ๆ ได้
หลังจากเสร็จรายการ นายอภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ว่า ตนได้ให้หลักการไปคือให้ใช้ตัวเลขรายได้จริงที่จะจัดเก็บได้ในปีนี้เป็นฐาน เพราะไม่ต้องการประมาณการรายได้สูงเกินความเป็นจริง เพราะจะสร้างปัญหากดดันในการไปไล่เก็บภาษีซึ่งจะเป็นภาระกับประชาชนและผู้ประกอบการในช่วงที่ยากลำบากขณะนี้ ส่วนการจัดเก็บรายได้อาจลดต่ำลง เพราะปีนี้เราเก็บได้ต่ำกว่าเป้า จากนั้นจะดูว่าเพดานที่จะขาด ดุล จะขาดดุลได้เท่าไหร่ แต่เบื้องต้น เท่าที่ดูตัวเลข เห็นว่าจะไม่ขาดดุลเต็มเพดาน แต่จะเหลือเผื่อไว้ ซึ่งแปลว่าการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลจะเพิ่มขึ้นไม่มากหรืออาจไม่เพิ่มก็ได้ เพราะมีรายได้ลดลงส่วนจะจัดงบประมาณขาดดุลเท่าไหร่นั้น ถ้าเราตั้งรายจ่ายเท่าเดิม ก็ต้องขาดดุลเพิ่ม เพราะรายได้ลดลง แต่จะมีรายการชำระหนี้ที่ชดเชยเงินคงคลัง ปีที่แล้วมีจำนวน 4-5 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้ไม่มี ดังนั้น แม้มีงบประมาณเท่าเดิม แต่จะมีงบประมาณในการพัฒนาเพิ่มขึ้น
ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการ “เพื่อไทย วันอาทิตย์” ถึงการที่รัฐบาลขึ้นภาษีน้ำมัน ว่า เป็นการขัดต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน คนยากจน ทำให้สินค้าจ่อขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีสินค้าบางตัวเริ่มปรับราคาแล้ว ซึ่งประชาชน 23 ล้านคนเศษได้รับผลกระทบนี้ เหมือนเป็นการเอาหินไปใส่บาตรให้กับคนยากจน ทำให้คนจนแบกรับภาระมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รายได้ที่รัฐบาลที่ได้จากภาษีมีเพียงเดือนละ 1,917 ล้านบาท หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2552 ซึ่งไม่ได้มีมาก ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เพราะ ขณะนี้สถานการณ์ของโลกและประเทศไม่เอื้ออำนวย ถ้ารัฐบาลอยากเก็บภาษีในอัตราเดิม ก็ควรพิจารณาในช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ค่อยทรงราคาน้ำมันไว้ ก็จะเท่ากับการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปในตัว
โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า การที่นายอภิสิทธิ์ ไปขอกู้เงินจากทางรัฐบาลญี่ปุ่น 6.3 หมื่นล้านเยน โดยอ้างว่าจะนำมาเพื่อเก็บหรือใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ากู้มาแล้วเก็บไว้เฉย ๆ จะยิ่งทำให้มีปัญหาหนัก อีกทั้งการกู้มาเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชน และเงินดังกล่าวก็มิใช่เงินของนายอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นรัฐบาลควรคำนึงถึงมาตรการการใช้เงิน โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินในโครงการอภิมหาประชานิยม เช่น การแจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้ประกันตนที่ตกงาน นอกจากนี้รัฐบาลควรชะลอหรือระงับโครงการที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารที่มีงบประมาณผูกพันปี 2550-2551 รวม 53,999 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีการจัดซื้อแบบพิเศษไม่ผ่านการประมูล ควรพิจารณานำเงินในการจัดซื้อดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่ตนไม่แน่ใจว่า รัฐบาลจะกล้าดึงอ้อยออกจากปากช้างของฝ่ายทหารหรือไม่
ส่วน นายทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทั่วประเทศต้องหยุดเดินรถแล้วประมาณ 10% หรือจำนวน 70,000 คัน โดยเฉพาะรถรับจ้างภาคอีสานทั้งรถบรรทุกป้ายดำ และป้ายเหลืองหยุดรถแล้วกว่า 8,000 คัน เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ จนไม่มีงานรับส่งสินค้า รวมทั้งบางรายต้องหยุดวิ่งเพราะได้รับอุบัติเหตุ “ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหา ความขัดแย้งทางสังคมภายในประเทศ ทำให้ความต้องการขนส่งสินค้าลดลง โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการส่งออกและนำเข้านั้น ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะต่างประเทศลดกำลังซื้อลง ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ประกอบการหยุดรถรับจ้าง อาจทำให้พนักงานขับรถและพนักงานประจำรถว่างงาน ซึ่งปกติรถบรรทุกรับจ้าง 1 คัน จะมีพนักงานประจำรถรวม 3 คน ซึ่งคาดว่าจะมีคนว่างงานเพิ่มอีก 2 แสนราย”
นายทองอยู่ กล่าวต่อว่า วิกฤติครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงวิกฤติปี 40 เพราะกระทบกับประชาชนทั่วไป และคาดว่าจะใช้เวลา 2-5 ปี จึงจะสามารถฟื้นฟูได้ ระหว่างนี้แนวทางอยู่รอดผู้ประกอบการขนส่งสินค้าจะต้องปรับตัวเอง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เช่น การลดเที่ยวเปล่า การบริหารจัดการคลังสินค้า ที่สำคัญควรรวมกลุ่มงานเพื่อแบ่งงานและลดต้นทุน เพราะหากเป็นรายเล็กจะไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ และอาจต้องหยุดเดินรถเพิ่มอีก และมองว่าช่วงปี 52-53 ผู้ประกอบการไม่ควรที่จะลงทุนซื้อรถบรรทุกเพิ่ม เพราะจะไม่คุ้มค่า.
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190359&NewsType=1&Template=1
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ว่าอย่างไร
ข้อ2.สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆจัดทำขึ้นเพื่ออะไร
ข้อ3.รายได้ที่รัฐบาลที่ได้จากภาษีในปีงบประมาณ 2552 เดือนละเท่าไหร่
เงินคงคลังไทยอภิสิทธิ์ยันมีพอ
"มาร์ค"สั่งศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนานาประเทศ หวังเจาะตลาดให้ตรงเป้า ยันเงินคงคลังของไทยมีเพียงพอ ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ทำให้ประเทศขาดดุลงบประมาณ แจงแนวคิดกู้เงินนอกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะเงินสำรองหมดชี้ให้ใช้ตัวเลขรายได้จริงปี 52 เป็นฐานทำงบฯ ปี 53 ส่อตั้งงบฯ ขาดดุลเพิ่มเหตุรายได้ลด ด้าน พท. จวก “อภิสิทธิ์” ขึ้นภาษีน้ำมัน ผลักภาระให้ ปชช. เสนอชะลอ-ระงับการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ขณะที่เศรษฐกิจพ่นพิษ สิงห์รถบรรทุกซึม หยุดวิ่งแล้ว 7 หมื่นคัน ส่อเตะฝุ่น 2 แสนคน หลังส่งออกสะดุดไร้ออร์ดอร์ขนส่ง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุกระจาย เสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งถ่ายทอดสดมาจากวังสวนผักกาด โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายฝ่ายมีความห่วงใยถึงสถานะทาง การเงินการคลังของประเทศที่อาจมีปัญหาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งตนขอ ย้ำว่าการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้คำนวณถึงความเป็นจริงเรื่องการจัดเก็บภาษี และงบประมาณต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ หรือต้องกู้เงินภายในประเทศ หรือทำให้มีหนี้สาธารณะเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้
“แต่คงต้องบอกว่าในวันที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้น การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย อยู่แล้ว ซึ่งเขาตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้เกือบแสนล้านบาท และการใช้งบกลางหรืองบสำรองฉุกเฉินต่าง ๆ ก็มีข้อผูกมัดไปมากกว่า 2 ใน 3 ของงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งหมด ดังนั้นการใช้จ่ายต่าง ๆ จึงต้องระมัดระวังและรอบคอบ ผมได้ตรวจสอบกับทางกระทรวงการคลังตลอดเวลา พบว่าเงินคงคลังของรัฐบาลเวลานี้นั้นมีเพียงพอที่จะใช้จ่ายตามความจำเป็น และไม่ได้มีปัญหา ในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องเงินคงคลังเลย เราได้ดูอย่างรอบคอบ และคาดว่าภายในอีก 2 สัปดาห์เราจะกำหนดตัวเลขวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 53 ได้”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ ครม. มีมติให้กระทรวงการคลังไปเริ่มต้นกำหนดกรอบเจรจาเรื่องเงินกู้ต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เพราะงบ ประมาณของประเทศหมดหรือไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศ ขอยืนยันว่าเงินสำรองระหว่างประเทศเรามีเยอะมาก และอยู่ในเกณฑ์ที่มั่นคงมาก ๆ แต่ตามกฎหมายของไทยกำหนดให้ต้องเก็บเงินสำรองระหว่างประเทศเอาไว้ ไม่ใช่มีเยอะแล้วจะเอาออกมาใช้ได้ ดังนั้นการกู้เงิน ต่างประเทศจึงไม่ได้เพื่อเอามาเสริมเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่เพื่อการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงที่เราไม่สามารถจะหาเงินในส่วนอื่นมาได้ เพราะการกู้เงินในประเทศจะมีเพดานของมันอยู่ ซึ่งตนได้ย้ำกับกระทรวงการคลังว่ากระบวนการเริ่มต้นทำกรอบเจรจานั้น ขอให้ไปทาบทาม ซึ่งปัจจุบันได้พูดคุยกับธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย องค์กรไจก้า
“การให้ไปเจรจาก็เหมือนกับเอาเงินใส่กระเป๋าไว้ก่อน ยังไม่ได้กู้จริง แต่เปิดช่องทางเอาไว้ เหตุผลเพราะเราไม่ทราบจริง ๆ ว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ครึ่งปีหลังจะมีความผันผวนไปในทางใดอีก เพราะข่าวคราวในต่างประเทศหลายฝ่ายก็ยังมีวิตกกังวลอยู่ ถ้าสถานการณ์ไม่ดี และมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้วไม่เพียงพอ เราถึงจะเข้าไปใช้ช่องทางตรงนี้ แต่ถ้าเราไม่มีความจำเป็นก็จะไม่ใช้ เพราะผมก็ไม่ต้องการให้มีการกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศโดยไม่จำเป็น”
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า และในการประชุมครม.วันที่ 10 ก.พ.นี้ ตนได้ให้มีการสรุปปัญหานโยบายการเงินเข้ามา เพราะมีประชาชนบ่นเรื่องปัญหาการกู้ยืมจากระบบธนาคาร ซึ่งตนได้ให้แนวทางไปแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เพราะเงินไม่มีในระบบ หรือดอกเบี้ยแพง แต่เป็นเพราะไม่มีการปล่อยกู้เพราะความเสี่ยง จึงได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปทำระบบค้ำประกันสินเชื่อมาโดยเร็วที่สุด และให้ ธปท.ไปดูข้อกฎหมายให้เอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับมาตรการส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นเรื่องต่อไปที่รัฐบาลจะทำต่อหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้สั่งการให้สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เพื่อทำให้เราสามารถเจาะได้ตรงจุด และปรับยุทธศาสตร์การส่งออก การลงทุน หรือการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงินใหม่ที่เข้าสู่ตลาดโลกของประเทศต่าง ๆ ได้
หลังจากเสร็จรายการ นายอภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ว่า ตนได้ให้หลักการไปคือให้ใช้ตัวเลขรายได้จริงที่จะจัดเก็บได้ในปีนี้เป็นฐาน เพราะไม่ต้องการประมาณการรายได้สูงเกินความเป็นจริง เพราะจะสร้างปัญหากดดันในการไปไล่เก็บภาษีซึ่งจะเป็นภาระกับประชาชนและผู้ประกอบการในช่วงที่ยากลำบากขณะนี้ ส่วนการจัดเก็บรายได้อาจลดต่ำลง เพราะปีนี้เราเก็บได้ต่ำกว่าเป้า จากนั้นจะดูว่าเพดานที่จะขาด ดุล จะขาดดุลได้เท่าไหร่ แต่เบื้องต้น เท่าที่ดูตัวเลข เห็นว่าจะไม่ขาดดุลเต็มเพดาน แต่จะเหลือเผื่อไว้ ซึ่งแปลว่าการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลจะเพิ่มขึ้นไม่มากหรืออาจไม่เพิ่มก็ได้ เพราะมีรายได้ลดลงส่วนจะจัดงบประมาณขาดดุลเท่าไหร่นั้น ถ้าเราตั้งรายจ่ายเท่าเดิม ก็ต้องขาดดุลเพิ่ม เพราะรายได้ลดลง แต่จะมีรายการชำระหนี้ที่ชดเชยเงินคงคลัง ปีที่แล้วมีจำนวน 4-5 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้ไม่มี ดังนั้น แม้มีงบประมาณเท่าเดิม แต่จะมีงบประมาณในการพัฒนาเพิ่มขึ้น
ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการ “เพื่อไทย วันอาทิตย์” ถึงการที่รัฐบาลขึ้นภาษีน้ำมัน ว่า เป็นการขัดต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน คนยากจน ทำให้สินค้าจ่อขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีสินค้าบางตัวเริ่มปรับราคาแล้ว ซึ่งประชาชน 23 ล้านคนเศษได้รับผลกระทบนี้ เหมือนเป็นการเอาหินไปใส่บาตรให้กับคนยากจน ทำให้คนจนแบกรับภาระมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รายได้ที่รัฐบาลที่ได้จากภาษีมีเพียงเดือนละ 1,917 ล้านบาท หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2552 ซึ่งไม่ได้มีมาก ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เพราะ ขณะนี้สถานการณ์ของโลกและประเทศไม่เอื้ออำนวย ถ้ารัฐบาลอยากเก็บภาษีในอัตราเดิม ก็ควรพิจารณาในช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ค่อยทรงราคาน้ำมันไว้ ก็จะเท่ากับการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปในตัว
โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า การที่นายอภิสิทธิ์ ไปขอกู้เงินจากทางรัฐบาลญี่ปุ่น 6.3 หมื่นล้านเยน โดยอ้างว่าจะนำมาเพื่อเก็บหรือใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ากู้มาแล้วเก็บไว้เฉย ๆ จะยิ่งทำให้มีปัญหาหนัก อีกทั้งการกู้มาเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชน และเงินดังกล่าวก็มิใช่เงินของนายอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นรัฐบาลควรคำนึงถึงมาตรการการใช้เงิน โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินในโครงการอภิมหาประชานิยม เช่น การแจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้ประกันตนที่ตกงาน นอกจากนี้รัฐบาลควรชะลอหรือระงับโครงการที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารที่มีงบประมาณผูกพันปี 2550-2551 รวม 53,999 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีการจัดซื้อแบบพิเศษไม่ผ่านการประมูล ควรพิจารณานำเงินในการจัดซื้อดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่ตนไม่แน่ใจว่า รัฐบาลจะกล้าดึงอ้อยออกจากปากช้างของฝ่ายทหารหรือไม่
ส่วน นายทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทั่วประเทศต้องหยุดเดินรถแล้วประมาณ 10% หรือจำนวน 70,000 คัน โดยเฉพาะรถรับจ้างภาคอีสานทั้งรถบรรทุกป้ายดำ และป้ายเหลืองหยุดรถแล้วกว่า 8,000 คัน เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ จนไม่มีงานรับส่งสินค้า รวมทั้งบางรายต้องหยุดวิ่งเพราะได้รับอุบัติเหตุ “ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหา ความขัดแย้งทางสังคมภายในประเทศ ทำให้ความต้องการขนส่งสินค้าลดลง โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการส่งออกและนำเข้านั้น ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะต่างประเทศลดกำลังซื้อลง ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ประกอบการหยุดรถรับจ้าง อาจทำให้พนักงานขับรถและพนักงานประจำรถว่างงาน ซึ่งปกติรถบรรทุกรับจ้าง 1 คัน จะมีพนักงานประจำรถรวม 3 คน ซึ่งคาดว่าจะมีคนว่างงานเพิ่มอีก 2 แสนราย”
นายทองอยู่ กล่าวต่อว่า วิกฤติครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงวิกฤติปี 40 เพราะกระทบกับประชาชนทั่วไป และคาดว่าจะใช้เวลา 2-5 ปี จึงจะสามารถฟื้นฟูได้ ระหว่างนี้แนวทางอยู่รอดผู้ประกอบการขนส่งสินค้าจะต้องปรับตัวเอง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เช่น การลดเที่ยวเปล่า การบริหารจัดการคลังสินค้า ที่สำคัญควรรวมกลุ่มงานเพื่อแบ่งงานและลดต้นทุน เพราะหากเป็นรายเล็กจะไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ และอาจต้องหยุดเดินรถเพิ่มอีก และมองว่าช่วงปี 52-53 ผู้ประกอบการไม่ควรที่จะลงทุนซื้อรถบรรทุกเพิ่ม เพราะจะไม่คุ้มค่า.
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190359&NewsType=1&Template=1
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ว่าอย่างไร
ข้อ2.สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆจัดทำขึ้นเพื่ออะไร
ข้อ3.รายได้ที่รัฐบาลที่ได้จากภาษีในปีงบประมาณ 2552 เดือนละเท่าไหร่