วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เรื่อง ทหารไทยยันไอเอ็นจีไม่ถอนลงทุน เดินหน้าธุรกิจตั้งเป้าสินเชื่อโต9%

จัดทำบทความโดย นายพีรพัฒน์ วงศ์วาฤทธิ์ เลขทะเบียน 48210261


แบงก์ทหารไทยยืนเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีหน้าขยายตัวที่ 9% เน้นการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่ แม้ปีนี้สินเชื่อติดลบ 3-4 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินฝากตั้งเป้าหมายขยายตัว 13% พร้อมเดินหน้าแผนการขายหนี้เอ็นพีแอลและเอ็นพีเอแม้ภาวะตลาดจะไม่เอื้ออำนวย ยอมรับเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองที่เริ่มมีความรุนแรงขึ้น แต่ไอเอ็นจี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้ตกใจและยังคงยืนยันในการลงทุนในประเทศไทย นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า ในปีหน้าธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมไว้ที่ 9% จากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าที่ 4% แม้ว่าปัจจุบันจะมีหน่วยงานต่างๆ เริ่มมีการปรับลดประมาณการการเติบโตของจีดีพีปีหน้าลงเหลือ 3% หรือ 2.5%แต่ธนาคารก็ยังคงไม่มีการปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งธนาคารจะเน้นการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่เป็นหลัก รองลงมา คือเอสเอ็มอี และการปล่อยสินเชื่อรายย่อยเป็นลำดับสุดท้าย สำหรับเงินฝากธนาคารตั้งเป้าว่าในปีหน้าจะเติบโต 13% ทั้งนี้การตั้งเป้าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าธนาคารต้องการระดมทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการระดมทุนที่ ยากขึ้นในปีหน้าแต่เนื่องจากธนาคารต้องการชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของเงินฝากมาจากการให้บริการลูกค้าที่ดีในทุกๆกลุ่ม ทั้งรายใหญ่ เอสเอ็ม และบุคคล แต่ในส่วนของสภาพคล่องนั้นธนาคารไม่ได้มีปัญหาปัจจุบันก็มีสภาพคล่องอยู่แสนกว่าล้านก็เพียงพอต่อการปล่อยสินเชื่อ ทั้งนี้ธนาคารยังคงตั้งเป้าที่จะขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)และสินทรัพย์รอการขาย (NPA) ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทออกไปภายในปีนี้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน จะส่งผลให้ราคาในการขายจะต่ำกว่าที่คาด แต่ถ้าหากสามารถขายออกไปได้ก็จะทำให้คุณภาพของสินทรัพย์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้ทำการตั้งสำรอง NPL ไปครบจำนวนแล้ว ส่วนกรณีที่หากราคาที่ขายออกไปต่ำมากนั้น จะมีการตั้งสำรองเพิ่มหรือไม่จะต้องดูอีกครั้งหนึ่ง โดยล่าสุด NPL ก่อนหักสำรองของธนาคารอยู่ที่ 14%หากขายออกไปได้ก็จะลดลงเหลือ 9% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดำเนินงานของบลจ.ทหารไทย และ บลจ.ไอเอ็นจี ซึ่งมองว่าการเปิดให้บริการควบคู่กันทั้งสองบลจ.จะช่วยให้ธนาคารมีผลิตภัณฑ์เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างหลากหลายและครบถ้วน ซึ่งธนาคารมองว่าจะยังคงดำเนินโยบายนี้ต่อไป ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าน่าจะปรับลดลง ซึ่งก็จะส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารลดลงตาม แต่ในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้นั้น มองว่าจะสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงของลูกค้ามีมากขึ้น โดยดอกเบี้ยเงินกู้จากเดิมที่เคยคิด MLR- ก็จะกลายเป็น MLR ปกติ หรือ MLR+ ทั้งนี้หากดอกเบี้ยเงินฝากลดลงและดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มสูงขึ้นก็จะส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารปรับตัวดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นนั้น จะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องดูความเสี่ยงของลูกค้าประกอบด้วย "ในปีนี้สินเชื่อของธนาคารติดลบแล้ว 3-4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากครึ่งปีแรกสินเชื่อของธนาคารติดลบ 2.7 หมื่นล้านบาท แต่ก็เชื่อว่าจากนี้ไปทุกอย่างจะเริ่มเดินหน้าเพราะธนาคารได้ผู้บริหารเข้ามาดูแลสินเชื่อในแต่ละประเภทแล้ว ส่วนก่อนหน้านี้เป็นช่วงระหว่างการปรับโครงสร้างภายในจึงไม่มีผู้ดูแลโดยตรง" สำหรับสถานการณ์การเมืองที่เริ่มมีความรุนแรงขึ้นทั่วโลกต่างก็มีความเป็นห่วงและมีความเข้าใจสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง แต่สำหรับไอเอ็นจี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TMBก็ไม่ได้ตกใจในสถานการณ์ ยังคงยืนยันในการลงทุนในประเทศไทย เพราะยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และมีความเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี ทั้งนี้ในส่วนของสาขาธนาคารที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ต้องปิดการดำเนินการไปนั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องส่งผลกระทบต่อรายได้ของธนาคาร แต่ธนาคารยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการดำเนินการของสาขาที่สุวรรณภูมิ โดยยังไม่มีนโยบายในการลดขนาดสาขาลง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัญหาการเมืองไทยน่าจะมีทางออกที่ดี และเห็นว่าการเสนอให้มีการยุบสภาเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งปัจจุบันการเมืองไทยเดินทางมาถึงทางสองแพร่ง ต้องมีการเลือกว่าจะไปทางไหน ว่าจะเลือกให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ต้องยึดรูปแบบไม่ให้มีความรุนแรงและควรยึดมั่นใจผลประโยชน์ของประเทศ เชื่อว่าจะมีทางออกในทางที่ดี นายบุญทักษ์ กล่าวว่า ในปี 2552 ธนาคารมีเป้าหมายที่จะบุกเบิกและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการ และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมและการศึกษาของเยาวชน โดยธนาคารจะเน้นบทบาทการเป็นธนาคารไทยที่มีวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและสังคมโดยส่วนรวม โดยสามารถแบ่งรูปแบบบริการออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.บริการด้านการส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2. บริการด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารมีแผนงานร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานพันธมิตรในการให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการสิ่งแวดล้อม และการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น และ 3.บริการด้านการสนับสนุนทางการเงินด้านสิ่งแวดล้อม โดยการจัดหาแหล่งเงินช่วยเหลือพิเศษต่างๆ ทั้งด้านเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษเงินช่วยเหลือให้เปล่า และการจัดหาผู้ร่วมทุน เป็นต้น
จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2551
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000140644



คำถาม

1.ทำไม ธนาคารทหารไทยยืนเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีหน้าขยายตัวที่ 9%
2.การขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คืออะไร
3.สถานการสนามบินสุวรรณภูมิที่ต้องปิดการดำเนินการไปนั้น ส่งผลกระทบอย่างไรกับธนาคารทหารไทย

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กนง.คงดอกเบี้ยหวั่นวิกฤติการเงิน-การเมืองฉุดเศรษฐกิจ

จัดทำบทความโดย : น.ส.อัญชลี ชวลิตชูวงษ์ เลขทะเบียน 48210282

----------------------------------------------------------------


คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี หลังจากเศรษฐกิจในเดือน ส.ค.เริ่มชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่อัตราการขยายตัวจะชะลอลง เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้น จากวิกฤติการเงินโลก และปัจจัยการเมืองในประเทศ
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชุดใหม่ ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี หลังจากเศรษฐกิจในเดือน ส.ค.เริ่มชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่อัตราการขยายตัวจะชะลอลง เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้น จากวิกฤติการเงินโลก และปัจจัยการเมืองในประเทศ

โดยผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างประเทศลดลง รวมทั้งกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้จ่ายงบประมาณได้ตามที่ตั้งเป้าหมายคือร้อยละ 94 รวมทั้งการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนความเสี่ยงจากวิกฤติการเงินโลก มีผลกระทบมายังอุตสาหกรรมที่แท้จริง และเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและเอเชีย ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการส่งออกที่อาจจะชะลอตัวตามไปด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับหดตัว โดยยังเชื่อว่า ตลาดส่งออกในเอเชียไม่น่าจะชะลอลงมากนัก ซึ่งจาก 2 ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ กนง.ต้องติดตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินนโยบายการเงินอย่างเหมาะสมหรือมีการผ่อนคลายมากขึ้น หากผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมากกว่าที่ประเมินไว้
น.ส.ดวงมณีกล่าวด้วยว่า กนง.ประเมินว่า รายได้เกษตรกรที่ขยายตัวสูง และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มลดลง จะช่วยให้อำนาจซื้อของประชาชนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังมีแรงกดดันเรื่องเงินเฟ้ออยู่ แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดลง แต่ยังคงมีความผันผวน รวมทั้ง 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ซึ่งเมื่อหมดระยะเวลา ราคาสินค้าก็อาจปรับขึ้นตามปกติ ที่จะเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อได้ โดยได้มีการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันในปี 2551 จาก 119.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็น 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปี 2552 จาก 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมยืนยันสภาพคล่องในระบบการเงินยังเพียงพอและพร้อมที่จะดูแลระบบการเงินได้

ทั้งนี้ ธปท. จะมีการปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ ในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อวันที่ 17 ต.ค.นี้ จากที่เคยประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวปี 2551 ร้อยละ 4.8-5.8

ที่มา : http://emis.fpo.go.th

คำถาม
1.การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชุดใหม่ ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีมติว่าอย่างไร
2.เศรษฐกิจในเดือน ส.ค.เริ่มชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่อัตราการขยายตัวจะชะลอลงอันเนื่องมาจากสาเหตุใด
3.เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและเอเชีย ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องมายังอะไร

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การเงินโลกฉุด ”เกษตร” ร่วงระนาว

จัดทำบทความโดย : นางสาวนฤมล ขันทอง เลขทะเบียน 48210287
----------------------------------------------------------------------------------

ภาคเอกชน ประเมินวิกฤติสหรัฐ-การเงินโลก ลามภาคเกษตรกดราคาสินค้าเกือบทุกรายการร่วงระนาว ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ไก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลดลงต่อเนื่องถึงปีหน้า เหตุผู้นำเข้าต่างประเทศชะลอสั่งซื้อสินค้า
จาก วิกฤติการเงินโลก ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกและกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง ธุรกิจเกษตรก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับผลกระทบหนักจากการส่งออก ที่ตลาดผู้นำเข้าเริ่มชะลอการนำเข้า ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศเกือบทุกตัวมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ ประกอบกับการทำตลาดสินค้าแต่ละตัวเริ่มที่จะลำบากขึ้น เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าหลักๆ ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกเช่นกัน
นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธาน บริษัท เอเชียโกลเด้น ไรซ์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกขณะนี้ เริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าว เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ได้ส่งสัญญาณให้วางเงินค้ำประกันเพิ่มขึ้นถึง 80% หรืออาจเพิ่มถึง 100% ในการค้ำประกันแอล/ซี จากเดิมที่กำหนดเพียง 30-40% ของมูลค่าแอล/ซี ส่งผลให้ต้องใช้เงินมากขึ้นในการค้าข้าว อาจส่งผลกระทบกับสภาพคล่องผู้ค้าข้าวได้
นอกจากนี้ ปัญหาค่าเงินผันผวน เป็นอีกผลกระทบหนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นกับวงการค้าข้าวปลายปีนี้และปี 2552 เป็นผลที่เกิดจากวิกฤติการเงินโลก ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับมือ ด้วยการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยนอกที่ควบคุมไม่ได้
"มองว่าปัญหาการเงินโลกจะทำให้รูปแบบการค้า ในช่วงที่เกิดวิกฤติเปลี่ยนแปลงไป ในส่วนบริษัทปรับตัวด้วยการระมัดระวังการรับคำสั่งซื้อการให้เครดิตลูกค้า และการทำฟอร์เวิร์ดเงิน เพื่อให้แน่ใจว่าการซื้อขายแต่ละครั้งจะไม่มีปัญหา การระมัดระวังก็จะส่งผลต่อปริมาณคำสั่งซื้อและปริมาณการส่งออกข้าวบ้าง เราคงมีคำสั่งซื้อน้อยลง ส่วนสภาพคล่องทางการเงินที่ลดลง จะทำให้การส่งออกภาพรวมได้รับผลกระทบ แต่น่าจะเป็นระยะสั้นในช่วงปัญหาวิกฤติการเงินโลก" นายสมบัติ กล่าว
นายสมบัติ กล่าวว่า สินค้าข้าวเป็นสินค้าที่มีปัจจัยกระทบต่อราคาและตลาดเฉพาะ โดยช่วงต้นปีกับขณะนี้ ส่วนปี 2552 จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะผลผลิตหลายประเทศเพิ่มขึ้นประกอบกับปริมาณสต็อกข้าวใน ประเทศผู้ซื้อมีมากอยู่แล้ว ทำให้แนวโน้มราคาข้าวจะไม่สูงเหมือนช่วงต้นปี ที่ราคาข้าวสูงขึ้นเฉลี่ยตันละ 900-1,000 ดอลลาร์
ทั้งนี้ระดับราคาที่เหมาะสมที่ผู้ซื้อรับได้และผู้ผลิตพออยู่ได้ คือระดับตันละ 500-600 ดอลลาร์ แต่ปีหน้ายังไม่สามารถประเมินได้ว่าระดับราคาจะยืนในระดับนี้หรือไม่
"ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ปีหน้า เพราะราคาข้าวยังขึ้นกับปริมาณสต็อกข้าวที่แท้จริงของแต่ละประเทศ และนโยบายรัฐบาลไทยในการกำหนดราคารับจำนำ แต่ราคาข้าวไม่กลับไปต่ำอยู่ที่ตันละ 300 ดอลลาร์ แต่ก็ไม่สูงไปมากเหมือนต้นปีแน่นอน" นายสมบัติ กล่าว

การส่งออกข้าวในปี 2552 ถือเป็นงานหนัก เพราะมีการสต็อกข้าวไว้มากช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้สต็อกโลกเพิ่มขึ้นทุกประเทศ โดยจีนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ขายหรือไม่ เพราะปริมาณผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นมาก อินโดนีเซียก็เช่นกัน ที่ซื้อข้าวน้อยลง อินเดียจะกลับมาส่งออกอีกครั้ง เวียดนาม มองว่าไม่ใช่ตัวแปรของตลาดมากนัก เนื่องจากเวียดนามเป็นผู้ส่งออกที่ไม่สต็อกข้าว เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดจะส่งออกทันที
ขณะที่ผู้ซื้อพบว่ามีหลายประเทศมีสต็อกข้าวแล้วจากช่วงวิกฤติราคาข้าวช่วง ต้นปี ทำให้ความต้องการซื้อไม่สูงและจำกัดมากขึ้น จากวิกฤติการเงินโลก ทำให้ภาพรวมตลาดปี 2552 ชะลอตัว
ผู้ส่งออกมันสำปะหลังชี้ราคาตกยาวถึงปี 52
นายเจน วงศ์บุญสิน นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลัง กล่าวว่า ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงทุกชนิด เป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลกชะลอตัว ในส่วนของมันสำปะหลัง ขณะนี้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 1.45 บาท ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตที่กิโลกรัมละ 1.20 บาท ซึ่งราคาที่เกษตรกรขายได้ควรสูงกว่าต้นทุนการผลิตอย่างน้อย 20%
สาเหตุที่ราคามันสำปะหลังช่วงนี้ต่ำมาก เป็นเพราะในปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักทำให้ปริมาณเชื้อแป้งในมันสำปะหลังมีน้อย สมาคมได้เตือนเกษตรกรอย่าเพิ่งขุดหัวมันออกมาขาย รอให้ถึงเดือนพ.ย.ก่อนจะเข้าฤดูหนาว เชื้อแป้งจะเพิ่มสูงขึ้นราคาจะสูงขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม ราคามันสำปะหลังช่วงปลายปีนี้ถึงปี 2552 จะไม่สูงเท่ากับปีนี้ที่ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 2.50 บาท เนื่องจากแรงกดดันของภาวะเศรษฐกิจโลกจะทำให้ความต้องการมันสำปะหลังลดลง ในส่วนที่นำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน แต่ความต้องการจะไม่ลดลงทีเดียว เพราะกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลให้การส่งออกของไทยยังทำได้ เพียงแต่ต้องปรับลดราคา ให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ซึ่งมันสำปะหลังที่คาดว่าปี 2551/2552 ที่จะมีผลผลิตประมาณ 29 ล้านตันเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านจะสามารถส่งออกได้หมด
“ภาวะตลาดที่เป็นแบบนี้ เกษตรกรจะต้องยอมรับในความเป็นไปด้วย ถือว่าการที่เคยขายได้ในปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ 2.50 บาท เป็นโบนัส หากในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น มีความเป็นไปได้ที่ราคามันสำปะหลังจะพุ่งขึ้นอีกครั้ง” นายเจน กล่าว
นายสุนัย สถาพร ประธานสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคามันสำปะหลังปัจจุบันตลาดยังซบเซา ทำให้ราคาลดลงทุกผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง เพราะระดับราคายังไม่มีเสถียรภาพ ส่วนหนึ่งมาจากวิกฤติการเงินโลก ที่ผู้ซื้อทุกคนรอดูสถานการณ์จึงชะลอการสั่งซื้อ และอัตราการบริโภคของโลกลดลง ทำให้การสั่งซื้อสินค้าต้นทุนอื่นๆ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทำให้คนไม่กล้าลงทุน

ทั้งนี้ยังไม่สามารถประเมินทิศทางราคาปี 2552 ได้ เพราะไม่ทราบว่าวิกฤติการเงินโลก จะรุนแรงแค่ไหน และกินเวลานานเท่าไร ส่วนแนวทางการปรับตัวยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนรับมือที่ชัดเจนเพราะ เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก

สศก.ยอมรับราคายางวูบ
สำหรับยางพาราจากการวิเคราะห์ล่าสุดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่าปีนี้ไทยผลิตยางได้ 3.12 ล้านตัน เพื่อขึ้นจาก 2.960 ล้านตัน ของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 5.41% เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกใหม่และพื้นที่ปลูกทดแทนเริ่มกรีดยางได้มากขึ้น ขณะที่ผลผลิตยางโลกปีนี้อยู่ที่ 9.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 9.70 ล้านตันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 1.13%
การส่งออกปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกได้ประมาณ 2.60 ล้านตันลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิม 2.75 ล้านตัน หรือลดลง 5.45% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากปัญหาซับไพร์มที่เกิดขึ้นในสหรัฐได้ ขยายไปทั่วโลก โดยช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค.) ไทยสามารถส่งออกยางได้ 1.69 ล้านตัน มูลค่า 154,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.63 ล้านตัน มูลค่า 122,633 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่า 4 เดือนข้างหน้าจะส่งออกได้อีก 0.91 ล้านตัน ส่วนการส่งออกยางพาราราคาโลกปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 6.681 ล้านตัน ลดลงเล็กน้อยจาก 6.693 ล้านตัน ของปี 2550
ส่วน ของราคาในช่วง 9 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาเริ่มลดลงหนักในช่วงต้นเดือนต.ค.นี้ โดยราคาที่เกษตรกรขายได้ยางแผ่นดิบชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 86.54 บาทเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 67.75 บาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 27.73% แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาจนถึงเดือนต.ค.นี้ราคาเริ่มลดลง โดยล่าสุดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น
ศก.สหรัฐ-นักเก็งกำไรผสมโรงฉุดราคา
อย่างไรก็ตาม ราคายางมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางมีความต้องการใช้ลดลง เพราะผู้บริโภคในสหรัฐซึ่งเป็นตลาดการค้าหลักของสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก ของเกือบทุกประเทศได้ชะลอการซื้อสินค้าลง เพราะเกิดวิกฤติการเงิน คาดวิกฤติการเงินจะขยายไปทั่วโลก ส่งผลให้จีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของไทยชะลอการสั่งซื้อทั้ง จากไทยและผู้ผลิตรายอื่น
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคายางในตลาดโลกลดลง คาดว่าราคายางพาราคาในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ในทิศทางเดียวกับราคายางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าพลอยได้จากน้ำมัน ขณะที่นักเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าหันไป เก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์อื่นแทนสินค้ายางพารา



ยอมรับส่งออกไก่ไปยุโรปปีหน้าสาหัส
นาย ธีระศักดิ์ อุรุนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า วิกฤติดังกล่าวส่งผลต่อธุรกิจแน่นอน โดยเฉพาะกระทบกับกำลังซื้อจากปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐ และยุโรป แม้จะยังไม่ชัดนัก ในส่วนของไก่ซึ่งมีการส่งออกไปยุโรปจำนวนมาก ดังนั้นการส่งออกปี 2552 จะไม่หวือหวาแน่นอน
“ผมคิดว่าในระยะสั้นๆ เราจะเริ่มเห็นสัญญาณแล้ว เพราะตลาดยุโรปเริ่มชะลอตัวในเรื่องของการสั่งซื้อ ทุกคนต้องระวังตัว การเกิดวิกฤติแต่ละครั้งการจับจ่ายใช้สอยก็เป็นตัวที่ตามมา ดังนั้นตลาดยุโรปน่าจะทรงๆ หรือชะลอตัวเล็กน้อย”
ที่ผ่านมาเหตุการณ์เรื่องน้ำมันแพง วัตถุดิบแพง ต้นทุนการผลิตช่วงที่ผ่านมา เมื่อต้นปีก็ถือว่ารุนแรงมาก วัตถุดิบที่ถูกนำมาใช้ผลิตพลังงานทดแทน ก็มีราคาที่กระโดดขึ้นเป็นเท่าๆ ตัว น้ำมันก็เป็นตัวแปรสำคัญแต่พอเศรษฐกิจโลกเริ่มไม่ค่อยดีขึ้นมา ราคาน้ำมันโลกอ่อนตัว วัตถุดิบก็เริ่มปรับตัวตาม
นาย ธีระศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาวัตถุดิบและต้นทุนที่สูงขึ้นสินค้าหลายรายการได้ปรับราคาขาย เพิ่มขึ้นประมาณ 25-30% ราคาก็สูงขึ้นตามต้นทุน แต่ขณะนี้เศรษฐกิจกลับสวนทาง กลายเป็นว่าทุกคนก็ต้องมองว่าเมื่อของแพงขึ้น การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง จะต้องทำอย่างไร
ผู้นำเข้าชะลอรับซื้อฉุดราคาปาล์มลดลง
นางนารีณัฐ รุณภัย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สถานการณ์ปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ขณะนี้ถือว่าสอดคล้องกับราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง สาเหตุหลักๆ มาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ประเทศผู้นำเข้าชะลอการรับซื้อ ทำให้มีน้ำมันปาล์มค้างสต็อกจำนวนมาก ประกอบกับผลผลิตปาล์มของไทยปีนี้ให้ผลผลิตสูงถึง 8.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35% ส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันที่เริ่มให้ผล ผลิต จึงเป็นเหตุให้ราคาขณะนี้เริ่มอ่อนตัวลง
ล่าสุดเกษตรกรขายได้เพียงกิโลกรัมละ 2.80 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับราคาช่วงต้นปีที่ขายได้ถึงกิโลกรัมละ 6 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มของมาเลเซียอยู่ที่กิโลกรัมละ 17 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 36 บาท ทั้งนี้ราคาปาล์มน้ำมันส่วนหนึ่งผูกติดกับราคาพลังงานเมื่อราคาพลังงานลด ราคาปาล์มน้ำมันก็จะลดตาม
นายกฤษดา ชวนะนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย จำกัด ในฐานะนายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า ราคาปาล์มน้ำมันที่ปรับลดลงเป็นไปตามภาวะตลาดโลก ที่เป็นผลมาจากปัญหาซับไพร์มสหรัฐ ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดปรับตัวลดลง นักเก็งกำไรถอนตัวเพื่อลงทุนในสินค้ากลุ่มอื่น รวมทั้งราคาน้ำมันดิบที่ลดลงถึง 57% จึงเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันปาล์มลดตาม

ส่วนสถานการณ์ในปี 2552 คาดว่าราคาปาล์มน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.50 บาท จากที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท "ผมไม่อยากให้เกษตรกรออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือเพราะ ราคาปาล์มน้ำมันเพิ่งจะปรับลดลงในช่วง 3 เดือนสุดท้ายเท่านั้น การเรียกร้องแล้วรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือทุกครั้งด้วยวิธีการแทรกแซง นอกจากจะทำให้กลไกการตลาดแปรปรวนแล้ว ส่วนหนึ่งยังไม่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรด้วย" นายกฤษดา กล่าว

ที่มา : http://www.108acc.com/index.php

คำถาม
1. สินค้าใดบ้างในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว
2. ในการประเมินสถานการณ์ราคาข้าวปีหน้าต้องขึ้นกับเรื่องใด
3. การที่เกษตรกรออกมาเรียกรองให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยวิธีการแทรกแซงจะทำให้เกิดผลอย่างไร