วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

จวกขึ้นภาษีน้ำมันผลักภาระปชช.

จัดทำบทความโดย
นางสาวชนม์นิภา ขุนจันทร์ เลขทะเบียน 48210318

เรื่อง จวกขึ้นภาษีน้ำมันผลักภาระปชช
เงินคงคลังไทยอภิสิทธิ์ยันมีพอ

"มาร์ค"สั่งศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนานาประเทศ หวังเจาะตลาดให้ตรงเป้า ยันเงินคงคลังของไทยมีเพียงพอ ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ทำให้ประเทศขาดดุลงบประมาณ แจงแนวคิดกู้เงินนอกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะเงินสำรองหมดชี้ให้ใช้ตัวเลขรายได้จริงปี 52 เป็นฐานทำงบฯ ปี 53 ส่อตั้งงบฯ ขาดดุลเพิ่มเหตุรายได้ลด ด้าน พท. จวก “อภิสิทธิ์” ขึ้นภาษีน้ำมัน ผลักภาระให้ ปชช. เสนอชะลอ-ระงับการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ขณะที่เศรษฐกิจพ่นพิษ สิงห์รถบรรทุกซึม หยุดวิ่งแล้ว 7 หมื่นคัน ส่อเตะฝุ่น 2 แสนคน หลังส่งออกสะดุดไร้ออร์ดอร์ขนส่ง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุกระจาย เสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งถ่ายทอดสดมาจากวังสวนผักกาด โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายฝ่ายมีความห่วงใยถึงสถานะทาง การเงินการคลังของประเทศที่อาจมีปัญหาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งตนขอ ย้ำว่าการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้คำนวณถึงความเป็นจริงเรื่องการจัดเก็บภาษี และงบประมาณต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่ทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ หรือต้องกู้เงินภายในประเทศ หรือทำให้มีหนี้สาธารณะเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้

“แต่คงต้องบอกว่าในวันที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้น การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย อยู่แล้ว ซึ่งเขาตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้เกือบแสนล้านบาท และการใช้งบกลางหรืองบสำรองฉุกเฉินต่าง ๆ ก็มีข้อผูกมัดไปมากกว่า 2 ใน 3 ของงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งหมด ดังนั้นการใช้จ่ายต่าง ๆ จึงต้องระมัดระวังและรอบคอบ ผมได้ตรวจสอบกับทางกระทรวงการคลังตลอดเวลา พบว่าเงินคงคลังของรัฐบาลเวลานี้นั้นมีเพียงพอที่จะใช้จ่ายตามความจำเป็น และไม่ได้มีปัญหา ในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องเงินคงคลังเลย เราได้ดูอย่างรอบคอบ และคาดว่าภายในอีก 2 สัปดาห์เราจะกำหนดตัวเลขวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 53 ได้”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ ครม. มีมติให้กระทรวงการคลังไปเริ่มต้นกำหนดกรอบเจรจาเรื่องเงินกู้ต่างประเทศ ก็ไม่ใช่เพราะงบ ประมาณของประเทศหมดหรือไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศ ขอยืนยันว่าเงินสำรองระหว่างประเทศเรามีเยอะมาก และอยู่ในเกณฑ์ที่มั่นคงมาก ๆ แต่ตามกฎหมายของไทยกำหนดให้ต้องเก็บเงินสำรองระหว่างประเทศเอาไว้ ไม่ใช่มีเยอะแล้วจะเอาออกมาใช้ได้ ดังนั้นการกู้เงิน ต่างประเทศจึงไม่ได้เพื่อเอามาเสริมเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่เพื่อการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงที่เราไม่สามารถจะหาเงินในส่วนอื่นมาได้ เพราะการกู้เงินในประเทศจะมีเพดานของมันอยู่ ซึ่งตนได้ย้ำกับกระทรวงการคลังว่ากระบวนการเริ่มต้นทำกรอบเจรจานั้น ขอให้ไปทาบทาม ซึ่งปัจจุบันได้พูดคุยกับธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย องค์กรไจก้า

“การให้ไปเจรจาก็เหมือนกับเอาเงินใส่กระเป๋าไว้ก่อน ยังไม่ได้กู้จริง แต่เปิดช่องทางเอาไว้ เหตุผลเพราะเราไม่ทราบจริง ๆ ว่าเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ครึ่งปีหลังจะมีความผันผวนไปในทางใดอีก เพราะข่าวคราวในต่างประเทศหลายฝ่ายก็ยังมีวิตกกังวลอยู่ ถ้าสถานการณ์ไม่ดี และมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้วไม่เพียงพอ เราถึงจะเข้าไปใช้ช่องทางตรงนี้ แต่ถ้าเราไม่มีความจำเป็นก็จะไม่ใช้ เพราะผมก็ไม่ต้องการให้มีการกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศโดยไม่จำเป็น”

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า และในการประชุมครม.วันที่ 10 ก.พ.นี้ ตนได้ให้มีการสรุปปัญหานโยบายการเงินเข้ามา เพราะมีประชาชนบ่นเรื่องปัญหาการกู้ยืมจากระบบธนาคาร ซึ่งตนได้ให้แนวทางไปแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เพราะเงินไม่มีในระบบ หรือดอกเบี้ยแพง แต่เป็นเพราะไม่มีการปล่อยกู้เพราะความเสี่ยง จึงได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปทำระบบค้ำประกันสินเชื่อมาโดยเร็วที่สุด และให้ ธปท.ไปดูข้อกฎหมายให้เอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อให้มากที่สุด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับมาตรการส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นเรื่องต่อไปที่รัฐบาลจะทำต่อหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้สั่งการให้สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เพื่อทำให้เราสามารถเจาะได้ตรงจุด และปรับยุทธศาสตร์การส่งออก การลงทุน หรือการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงินใหม่ที่เข้าสู่ตลาดโลกของประเทศต่าง ๆ ได้

หลังจากเสร็จรายการ นายอภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ว่า ตนได้ให้หลักการไปคือให้ใช้ตัวเลขรายได้จริงที่จะจัดเก็บได้ในปีนี้เป็นฐาน เพราะไม่ต้องการประมาณการรายได้สูงเกินความเป็นจริง เพราะจะสร้างปัญหากดดันในการไปไล่เก็บภาษีซึ่งจะเป็นภาระกับประชาชนและผู้ประกอบการในช่วงที่ยากลำบากขณะนี้ ส่วนการจัดเก็บรายได้อาจลดต่ำลง เพราะปีนี้เราเก็บได้ต่ำกว่าเป้า จากนั้นจะดูว่าเพดานที่จะขาด ดุล จะขาดดุลได้เท่าไหร่ แต่เบื้องต้น เท่าที่ดูตัวเลข เห็นว่าจะไม่ขาดดุลเต็มเพดาน แต่จะเหลือเผื่อไว้ ซึ่งแปลว่าการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลจะเพิ่มขึ้นไม่มากหรืออาจไม่เพิ่มก็ได้ เพราะมีรายได้ลดลงส่วนจะจัดงบประมาณขาดดุลเท่าไหร่นั้น ถ้าเราตั้งรายจ่ายเท่าเดิม ก็ต้องขาดดุลเพิ่ม เพราะรายได้ลดลง แต่จะมีรายการชำระหนี้ที่ชดเชยเงินคงคลัง ปีที่แล้วมีจำนวน 4-5 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้ไม่มี ดังนั้น แม้มีงบประมาณเท่าเดิม แต่จะมีงบประมาณในการพัฒนาเพิ่มขึ้น

ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในรายการ “เพื่อไทย วันอาทิตย์” ถึงการที่รัฐบาลขึ้นภาษีน้ำมัน ว่า เป็นการขัดต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน คนยากจน ทำให้สินค้าจ่อขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีสินค้าบางตัวเริ่มปรับราคาแล้ว ซึ่งประชาชน 23 ล้านคนเศษได้รับผลกระทบนี้ เหมือนเป็นการเอาหินไปใส่บาตรให้กับคนยากจน ทำให้คนจนแบกรับภาระมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รายได้ที่รัฐบาลที่ได้จากภาษีมีเพียงเดือนละ 1,917 ล้านบาท หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2552 ซึ่งไม่ได้มีมาก ดังนั้นรัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เพราะ ขณะนี้สถานการณ์ของโลกและประเทศไม่เอื้ออำนวย ถ้ารัฐบาลอยากเก็บภาษีในอัตราเดิม ก็ควรพิจารณาในช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ค่อยทรงราคาน้ำมันไว้ ก็จะเท่ากับการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันไปในตัว

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า การที่นายอภิสิทธิ์ ไปขอกู้เงินจากทางรัฐบาลญี่ปุ่น 6.3 หมื่นล้านเยน โดยอ้างว่าจะนำมาเพื่อเก็บหรือใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้ากู้มาแล้วเก็บไว้เฉย ๆ จะยิ่งทำให้มีปัญหาหนัก อีกทั้งการกู้มาเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชน และเงินดังกล่าวก็มิใช่เงินของนายอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นรัฐบาลควรคำนึงถึงมาตรการการใช้เงิน โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินในโครงการอภิมหาประชานิยม เช่น การแจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้ประกันตนที่ตกงาน นอกจากนี้รัฐบาลควรชะลอหรือระงับโครงการที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของทหารที่มีงบประมาณผูกพันปี 2550-2551 รวม 53,999 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีการจัดซื้อแบบพิเศษไม่ผ่านการประมูล ควรพิจารณานำเงินในการจัดซื้อดังกล่าวมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่ตนไม่แน่ใจว่า รัฐบาลจะกล้าดึงอ้อยออกจากปากช้างของฝ่ายทหารหรือไม่

ส่วน นายทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทั่วประเทศต้องหยุดเดินรถแล้วประมาณ 10% หรือจำนวน 70,000 คัน โดยเฉพาะรถรับจ้างภาคอีสานทั้งรถบรรทุกป้ายดำ และป้ายเหลืองหยุดรถแล้วกว่า 8,000 คัน เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ จนไม่มีงานรับส่งสินค้า รวมทั้งบางรายต้องหยุดวิ่งเพราะได้รับอุบัติเหตุ “ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหา ความขัดแย้งทางสังคมภายในประเทศ ทำให้ความต้องการขนส่งสินค้าลดลง โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการส่งออกและนำเข้านั้น ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะต่างประเทศลดกำลังซื้อลง ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ประกอบการหยุดรถรับจ้าง อาจทำให้พนักงานขับรถและพนักงานประจำรถว่างงาน ซึ่งปกติรถบรรทุกรับจ้าง 1 คัน จะมีพนักงานประจำรถรวม 3 คน ซึ่งคาดว่าจะมีคนว่างงานเพิ่มอีก 2 แสนราย”

นายทองอยู่ กล่าวต่อว่า วิกฤติครั้งนี้รุนแรงกว่าช่วงวิกฤติปี 40 เพราะกระทบกับประชาชนทั่วไป และคาดว่าจะใช้เวลา 2-5 ปี จึงจะสามารถฟื้นฟูได้ ระหว่างนี้แนวทางอยู่รอดผู้ประกอบการขนส่งสินค้าจะต้องปรับตัวเอง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เช่น การลดเที่ยวเปล่า การบริหารจัดการคลังสินค้า ที่สำคัญควรรวมกลุ่มงานเพื่อแบ่งงานและลดต้นทุน เพราะหากเป็นรายเล็กจะไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ และอาจต้องหยุดเดินรถเพิ่มอีก และมองว่าช่วงปี 52-53 ผู้ประกอบการไม่ควรที่จะลงทุนซื้อรถบรรทุกเพิ่ม เพราะจะไม่คุ้มค่า.

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=190359&NewsType=1&Template=1

คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ว่าอย่างไร
ข้อ2.สรุปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆจัดทำขึ้นเพื่ออะไร
ข้อ3.รายได้ที่รัฐบาลที่ได้จากภาษีในปีงบประมาณ 2552 เดือนละเท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ธุรกิจสหรัฐซบถ่วงหุ้นเอเชียร่วงหนัก

จัดทำโดย นางสาวโชติมา เล็กสาคร เลขทะเบียน 48210257

ตลาดหุ้นเอเชียทรุดฮวบตามสหรัฐ ผลจากความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และบริษัทสหรัฐเปิดเผยผลประกอบการน่าผิดหวังยิ่งเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มผลกำไรย่ำแย่ลง
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักลงทุนในตลาดการเงินหันไปสนใจแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และผลกำไรของบริษัทอเมริกัน แทนความวุ่นวายในตลาดสินเชื่อที่ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่าง ดูปองต์ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ และแคตเทอร์พิลลา รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง พร้อมปรับลดคำทำนายผลประกอบการในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า
นายอเล็กซ์ ถัง หัวหน้าฝ่ายวิจัย คอร์ แปซิฟิก-ยามาอิจิ ในฮ่องกง กล่าวว่า วิกฤติสินเชื่อถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ความสนใจส่วนย้ายไปอยู่ที่ผลประกอบการบริษัท และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยทั้งสองเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด
ดัชนีหุ้นนิกเคอิในตลาดโตเกียวรูดลง 631.56 จุด หรือ 6.79% ปิดที่ระดับ 8,674.69 วานนี้ (22 ต.ค.) ส่วนดัชนีหุ้นหั่งเส็งในตลาดฮ่องกงดิ่งลง 774.57 จุด หรือ 5.2% ปิดที่ระดับ 14,266.6 ต่ำสุดนับจากเดือนก.ค.2548 และดัชนีหุ้นคอมโพสิตของเกาหลีใต้ลดลง 61.51 จุด หรือ 5.14% ปิดที่ระดับ 1,134.59 ต่ำสุดนับจากเดือนก.ย.2548
ขณะที่ดัชนีหุ้นอุตสาหกรรมดาวโจนส์ในตลาดนิวยอร์กร่วงลง 231.77 จุด หรือ 2.50% ปิดที่ระดับ 9033.66 เมื่อวันอังคาร (21 ต.ค.)
หุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่นปรับตัวย่ำแย่ เนื่องจากเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์และยูโร ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับผลกระทบจากความวิตกเกี่ยวกับผลประกอบการ โดยหุ้นมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ธนาคารชั้นนำของญี่ปุ่น ร่วงลง 9.2% หลังจากหนังสือพิมพ์นิกเคอิระบุว่า ธนาคารจะปรับลดคาดการณ์ผลกำไรสุทธิ สำหรับช่วงครึ่งปีที่สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน มากถึง 2 ใน 3 เนื่องจากราคาหุ้นร่วงลงและหนี้เสียพุ่งขึ้น
นายฟูจิโอะ อันโดะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ชิบากิน แอสเซ็ต แมเนจเมนต์ กล่าวว่า นอกจากเรื่องสกุลเงินแล้ว ตลาดยังได้รับผลกระทบจากเครื่องบ่งชี้เกี่ยวกับเศรษฐกิจยุโรป โดยข้อเสนอของนายนิโกลาส์ ซาร์โคซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สำหรับการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจ บ่งชี้ว่าสถานการณ์ในยุโรปเลวร้ายหนัก และมีความวิตกว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลงอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกอย่างแน่นอน
ทางด้านนายปีเตอร์ ไหล ผู้อำนวยการ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ในฮ่องกง กล่าวว่า ตลาดมีแรงเทขายมากขึ้น เนื่องจากผลประกอบการที่ไม่สดใส และคำเตือนเกี่ยวกับผลกำไรจากหลายบริษัท กองทุนจำนวนมากในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแม้แต่ในยุโรป เทขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับดอลลาร์ และหันมาถือสกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้น

ที่มา http://www.khum.net/news-read/988380

คำถาม
1.ปัจจุบันนักลงทุนมีแนวโน้มอย่างไร
2.ดัชนีหุ้นเอเชียเป็นอย่างไร
3.คาดว่าต่อไปสถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกหรือไม่

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

เอเชียฯปลื้มธ.เยอรมันถือหุ้น24% ฟุ้งเบี้ย1.6พันล.-ขึ้นTOP5ใน5ปี

จัดทำโดย นางสาวณัฐสุภา ปฐมพรสกุล เลขทะเบียน 48210258


"เอเชียประกันภัย"เปิดแผนร่วมทุน DEG จากกลุ่ม KfW ธนาคารยักษ์ในเยอรมันนี โดย DEG ถือหุ้น 24%พร้อมอัดฉีดเงินเพิ่มทุนเป็น 199 ล้าน วางเงื่อนไขไม่เข้าถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจในการบริหาร แต่จะช่วยด้านไอที-การตลาด คาดมีผลตอบแทนจากการลงทุน 10% ส่วนปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยฯรวมที่ 1,600 ล้าน และตั้งเป้าติด TOP 5 ภายใน 5 ปี นายจุลพยัพ ศรีกาญจนา ประธานบริหาร บริษัทเอเชียประกันภัย 1950 จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทได้บรรลุในข้อตกลงกับธนาคาร DEG-KfW ของประเทศสาธารณรัฐเยอรมันนีกรณีการเข้าร่วมลงทุนในบริษัท โดยธนาคาร DEG-KfW จะถือหุ้นของบริษัทเอเชียประกันภัย 1950 ในสัดส่วน 24% ซึ่งบริษัทได้รับชำระค่าหุ้นดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2551 และขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผนการดำเนินงานเพื่อให้ผู้ร่วมทุนพิจารณาร่วมกัน คาดว่าจะดำเนินการได้เสร็จภายในต้นเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ และจากการร่วมทุนดังกล่าวทำให้บริษัทได้เพิ่มทุนจากเดิม 150 ล้านบาท เป็น 199 ล้านบาท ทั้งนี้ การร่วมทุนดังกล่าวมีเงื่อนไขหลักว่า ทางธนาคาร DEG ไม่ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมทั้งไม่ได้ต้องการมีส่วนในการบริหารงาน แต่จะส่งผลเชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์บริหารธุรกิจประกันภัยมาร่วมวางแผนงาน ดูแลระบบงาน ควบคุมการรั่วไหล วินัยทางการเงิน และงานด้านการตลาด โดยเฉพาะสินไหมทดแทนรถยนต์ที่ต้องการทั้งความรวดเร็ว ถูกต้อง และไม่ทุจริต "เราได้รับการติดต่อว่ามีธนาคารในสหภาพยุโรปสนใจจะเข้าร่วมมาตั้งแต่กลางปีก่อน คือ ธนาคาร DEG ซึ่งเป็นสถาบันการเงินในกลุ่ม KfW ที่ถือว่ามีความแข็งแกร่งมากในเยอรมนี จึงได้มีการหารือ ทำ Due Diligence และตกลงเซ็นเอ็มโอยู จ่ายเงินกันเมื่อปลายปีก่อน โดยในตอนแรกทาง DEG ต้องการจะถือหุ้น 30% แต่ติดขัดทางการกฎหมาย ก็เลยต้องลดลงมาเหลือ 24% และที่สำคัญอีกเรื่องก็คือเป็นการเข้ามาถือเพื่อการลงทุน ไม่ต้องการอำนาจบริหาร ซึ่งก็คิดว่าน่าจะมีผลตอบแทนจากการลงทุนครั้งนี้ประมาณ 10%" สำหรับแผนงานปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันรวมที่ 1,600 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเบี้ยประกันเบี้ยประกันมอเตอร์ 90% เป็นเบี้ยประกันจากผลิตภัณฑ์กลุ่มพลัสประมาณ 50% และที่เหลืออีก 10%เป็นกลุ่มนอน-มอเตอร์ นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าที่จะติดในอันดับ TOP 5 ของบริษัทเป็นบริษัทประกันภัยภายใน 5 ปี ซึ่งประเมินว่าจะต้องมียอดเบี้ยประกันรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทมีเบี้ยประกันรวม 1,200 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1,400 ล้านบาท เนื่องจากปัจจัยด้านการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และมีกำไร 30 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 45 ล้านบาทเช่นกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ลดลงทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทลดลง "จากการที่บริษัทได้ดำเนินการเพิ่มทุนไปแล้วในช่วงปลายปี จึงทำให้สามารถรองรับยอดเบี้ยประกันของบริษัทได้ถึง 2,000 ล้านบาท และหากมีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันเพิ่มขึ้น ทางผู้ร่วมทุนใหม่และผู้ถือหุ้นเดิมก็พร้อมที่จะสนับสนุนด้านเงินทุนอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นไปตามแผนงานที่ได้วางไว้อย่างคร่าวๆ และในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทก็จะเริ่มกระบวนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯหรือตลาดเอ็มเอไอ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนรองรับการขยายงานอีกทางหนึ่งด้วย"

ที่มา http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000007738

คำถาม
1.ใครเข้าร่วมทุนกับเอเชียประกันภัย และมีเงื่อนไขอะไร
2.บริษัทเอเชียประกันภัย มีการไว้ตั้งเป้าหมายอย่างไร
3.แผนงานที่ผ่านมาของบริษัทเอเชียประกันภัย เป็นอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

กรุงไทยอัด4หมื่นล้านช่วยเอสเอ็มอี

จัดทำบทความโดย นางสาวชนาภา ภูมิพระบุ เลขทะเบียน 48210279


“กรุงไทย” สนองนโยบายรัฐเต็มสูบ ช่วยเอสเอ็มอี 4 หมื่นล้านบาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ค้ำประกัน
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่สัปดาห์หน้าธนาคารจะเปิดให้บริการสินเชื่อ “กรุงไทย เอสเอ็มอีเพื่อนแท้ แก้วิกฤต” ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าของธนาคาร โดยตั้งวงเงินไว้ 4 หมื่นล้านบาท หากได้รับการตอบรับดีก็จะขยายวงเงินเพิ่ม
ทั้งนี้ สินเชื่อดังกล่าวจะมี 5 รูปแบบ ประกอบด้วย แบบแรก สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐ แบบที่ 2 สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาคเอกชน เป็นสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้าระหว่างรอการชำระค่าสินค้า และบริการจากคู่ค้า และแบบที่ 3 สินเชื่อกู้วิกฤตการส่งออก เป็นสินเชื่อเพื่อผู้ส่งออก โดยทั้ง 3 แบบนี้ลูกค้าไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็สามารถขอสินเชื่อได้ คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) บวก 0.5-1% แบบที่ 4 สินเชื่อเพิ่มผลผลิตเอสเอ็มอี เป็นสินเชื่อเพื่อให้ลูกค้ากู้ซื้อเครื่องจักรให้วงเงิน 100% ของราคาซื้อขาย คิดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลบ 1% ระยะเวลากู้ 3 ปี แบบสุดท้าย สินเชื่อกรุงไทยประหยัดพลังงาน เพื่อลงทุนในโครง การที่ก่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน คิดดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เอ็มแอลอาร์ ลบ 1% หลังจากนั้นคิดเอ็มแอลอาร์ ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี
“ธนาคารเข้าใจว่าตอนนี้ลูกค้าเงินติดขัด และไม่สามารถกู้เงินได้ โครงการนี้ก็จะช่วยสภาพคล่อง ถ้า ยังเก็บเงินไม่ได้ก็จะได้มีเงินหมุนก่อน ซึ่ง 3 แบบแรกไม่ต้องมีหลักทรัพย์ ค้ำประกัน ธนาคารก็จะคิดดอกเบี้ยสูงหน่อยเพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยง แต่ตอนนี้เรื่องดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องสำคัญของผู้ประกอบการ ที่สำคัญกว่าคือ เขาไม่สามารถหาแหล่งเงินได้ ก็ต้องช่วยกัน เราก็ต้องการทำเพื่อสังคม” นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะมีความเสี่ยงบ้าง แต่เชื่อว่าอยู่ในวิสัยที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการได้ เพราะคิดดอกเบี้ยไม่ถูก แต่ถ้าเปรียบเทียบกู้เงินนอกระบบ ก็ถือว่าดอกเบี้ยโครงการนี้ถูกกว่า
สำหรับการตรวจสอบประวัติลูกค้านั้น จะมีการดูว่ามีการส่งของจริงหรือไม่ และถ้าใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (แอล/ซี) ธนาคารก็จะให้วงเงินกู้ 80% ของราคาหน้าตั๋วแอล/ซี
นอกจากนี้ ธนาคารจะกำหนดให้วงเงินสินเชื่อลูกค้าต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท ลูกค้าจะต้องมีขนาดสินทรัพย์ไม่เกิน 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นลูกค้าเอสเอ็มอีจริง
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารมีจำนวนไม่มาก ประมาณ 20% ของสินเชื่อรวม โครงการนี้ไม่ได้ หวังว่าจะให้ลูกค้ารีไฟแนนซ์ เพราะ ถ้ารีไฟแนนซ์ก็ต้องมาพิจารณาโครงการใหม่ ว่าไปรอดหรือไม่ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ของธนาคารกรุงไทย อยู่ที่ 6.75% ขณะที่เอ็มโออาร์อยู่ที่ 7%

ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=28227

คำถาม
1.ธนาคารจะเปิดให้บริการสินเชื่อรูปแบบใดบ้าง
2.สินเชื่อแบบใดที่ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็สามารถขอสินเชื่อได้
3.ธนาคารกำหนดให้วงเงินสินเชื่อแก่ลูกค้าเท่าไร

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

ตราสารอนุพันธ์...ตัวช่วยในการบริหารความเสี่ยง

จัดทำโดย: นางสาวธันยาพร ตรีพงษ์ เลขทะเบียน 48210262


ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying assets) ในปัจจุบัน โดยจะส่งมอบและชำระราคากันในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงมีได้หลายอย่าง เช่น หุ้นสามัญ ดัชนีกลุ่มหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ทองคำ น้ำมันดิบ และดัชนีทางการเงินอื่น ๆ
เราสามารถแบ่งประเภทตราสารอนุพันธ์ตามลักษณะของสัญญาได้เป็น 2 ประเภท คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures contract) และสัญญาออปชัน (Option contract)
สัญญาฟิวเจอร์ส คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอนาคต โดยตกลงราคาและจำนวนที่จะซื้อขายไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา ส่วนการชำระราคา (Settlement) จะทำในวันที่ครบกำหนดสัญญา
สัญญาออปชัน คือ สัญญาที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าออปชัน หรือที่เรียกว่า พรีเมียม (premium) ให้แก่ผู้ขาย เพื่อแลกกับสิทธิที่จะได้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ตามราคาที่ตกลงไว้ เมื่อถึงวันครบกำหนด หากผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิ ผู้ซื้อจะขาดทุนเท่ากับค่า premium ที่จ่ายไป

ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยผู้ลงทุนสามารถใช้สัญญาฟิวเจอร์ส เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น บริษัทมีแผนที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่บริษัทเกรงว่า เงินบาทจะอ่อนค่า ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกดอลลาร์สหรัฐได้เท่าเดิม บริษัทจึงซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส โดยตกลงจะซื้อดอลลาร์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในวันที่ทำสัญญา

ข้อดีด้านที่สองคือ เพื่อเก็งกำไร โดยผู้ลงทุนในตราสารอนุพันธ์จะจ่ายเพียงค่า premium ซึ่งใช้เงินน้อยกว่าการเข้าไปซื้อตราสารหลักที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่

แล้วเราสามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้จากที่ใดบ้าง? โดยทั่วไป ตลาดซื้อขายตราสาร อนุพันธ์จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ (1) ตลาดที่เป็นทางการ (Organized and Centralized Exchange) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย Futures และ Options เป็นหลัก โดยตลาดจะกำหนดรายละเอียดของสัญญาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการซื้อขายไว้ เพื่อดูแลให้การซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และโปร่งใส และ (2) ตลาด OTC (Over-the-counter) ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายทำการตกลงเจรจาซื้อขายตราสารกันเอง โดยไม่ต้องผ่านตลาดที่ตั้งขึ้นเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย

คำถาม

1. ตราสารอนุพันธ์ตามลักษณะของสัญญาแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
2.จงอธิบายถึง สัญญาฟิวเจอร์ส และ สัญญาออปชัน
3.ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านมีอะไรบ้าง
4.สามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้จากที่ใดบ้าง

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เรื่อง ทหารไทยยันไอเอ็นจีไม่ถอนลงทุน เดินหน้าธุรกิจตั้งเป้าสินเชื่อโต9%

จัดทำบทความโดย นายพีรพัฒน์ วงศ์วาฤทธิ์ เลขทะเบียน 48210261


แบงก์ทหารไทยยืนเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีหน้าขยายตัวที่ 9% เน้นการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่ แม้ปีนี้สินเชื่อติดลบ 3-4 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินฝากตั้งเป้าหมายขยายตัว 13% พร้อมเดินหน้าแผนการขายหนี้เอ็นพีแอลและเอ็นพีเอแม้ภาวะตลาดจะไม่เอื้ออำนวย ยอมรับเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองที่เริ่มมีความรุนแรงขึ้น แต่ไอเอ็นจี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้ตกใจและยังคงยืนยันในการลงทุนในประเทศไทย นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยว่า ในปีหน้าธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมไว้ที่ 9% จากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าที่ 4% แม้ว่าปัจจุบันจะมีหน่วยงานต่างๆ เริ่มมีการปรับลดประมาณการการเติบโตของจีดีพีปีหน้าลงเหลือ 3% หรือ 2.5%แต่ธนาคารก็ยังคงไม่มีการปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ ซึ่งธนาคารจะเน้นการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่เป็นหลัก รองลงมา คือเอสเอ็มอี และการปล่อยสินเชื่อรายย่อยเป็นลำดับสุดท้าย สำหรับเงินฝากธนาคารตั้งเป้าว่าในปีหน้าจะเติบโต 13% ทั้งนี้การตั้งเป้าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าธนาคารต้องการระดมทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการระดมทุนที่ ยากขึ้นในปีหน้าแต่เนื่องจากธนาคารต้องการชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของเงินฝากมาจากการให้บริการลูกค้าที่ดีในทุกๆกลุ่ม ทั้งรายใหญ่ เอสเอ็ม และบุคคล แต่ในส่วนของสภาพคล่องนั้นธนาคารไม่ได้มีปัญหาปัจจุบันก็มีสภาพคล่องอยู่แสนกว่าล้านก็เพียงพอต่อการปล่อยสินเชื่อ ทั้งนี้ธนาคารยังคงตั้งเป้าที่จะขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)และสินทรัพย์รอการขาย (NPA) ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทออกไปภายในปีนี้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจ ปัจจุบัน จะส่งผลให้ราคาในการขายจะต่ำกว่าที่คาด แต่ถ้าหากสามารถขายออกไปได้ก็จะทำให้คุณภาพของสินทรัพย์ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้ทำการตั้งสำรอง NPL ไปครบจำนวนแล้ว ส่วนกรณีที่หากราคาที่ขายออกไปต่ำมากนั้น จะมีการตั้งสำรองเพิ่มหรือไม่จะต้องดูอีกครั้งหนึ่ง โดยล่าสุด NPL ก่อนหักสำรองของธนาคารอยู่ที่ 14%หากขายออกไปได้ก็จะลดลงเหลือ 9% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธนาคารยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดำเนินงานของบลจ.ทหารไทย และ บลจ.ไอเอ็นจี ซึ่งมองว่าการเปิดให้บริการควบคู่กันทั้งสองบลจ.จะช่วยให้ธนาคารมีผลิตภัณฑ์เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างหลากหลายและครบถ้วน ซึ่งธนาคารมองว่าจะยังคงดำเนินโยบายนี้ต่อไป ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าน่าจะปรับลดลง ซึ่งก็จะส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารลดลงตาม แต่ในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้นั้น มองว่าจะสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงของลูกค้ามีมากขึ้น โดยดอกเบี้ยเงินกู้จากเดิมที่เคยคิด MLR- ก็จะกลายเป็น MLR ปกติ หรือ MLR+ ทั้งนี้หากดอกเบี้ยเงินฝากลดลงและดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มสูงขึ้นก็จะส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารปรับตัวดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นนั้น จะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องดูความเสี่ยงของลูกค้าประกอบด้วย "ในปีนี้สินเชื่อของธนาคารติดลบแล้ว 3-4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากครึ่งปีแรกสินเชื่อของธนาคารติดลบ 2.7 หมื่นล้านบาท แต่ก็เชื่อว่าจากนี้ไปทุกอย่างจะเริ่มเดินหน้าเพราะธนาคารได้ผู้บริหารเข้ามาดูแลสินเชื่อในแต่ละประเภทแล้ว ส่วนก่อนหน้านี้เป็นช่วงระหว่างการปรับโครงสร้างภายในจึงไม่มีผู้ดูแลโดยตรง" สำหรับสถานการณ์การเมืองที่เริ่มมีความรุนแรงขึ้นทั่วโลกต่างก็มีความเป็นห่วงและมีความเข้าใจสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง แต่สำหรับไอเอ็นจี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TMBก็ไม่ได้ตกใจในสถานการณ์ ยังคงยืนยันในการลงทุนในประเทศไทย เพราะยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และมีความเข้าใจประเทศไทยเป็นอย่างดี ทั้งนี้ในส่วนของสาขาธนาคารที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ต้องปิดการดำเนินการไปนั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องส่งผลกระทบต่อรายได้ของธนาคาร แต่ธนาคารยังคงไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการดำเนินการของสาขาที่สุวรรณภูมิ โดยยังไม่มีนโยบายในการลดขนาดสาขาลง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปัญหาการเมืองไทยน่าจะมีทางออกที่ดี และเห็นว่าการเสนอให้มีการยุบสภาเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งปัจจุบันการเมืองไทยเดินทางมาถึงทางสองแพร่ง ต้องมีการเลือกว่าจะไปทางไหน ว่าจะเลือกให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ต้องยึดรูปแบบไม่ให้มีความรุนแรงและควรยึดมั่นใจผลประโยชน์ของประเทศ เชื่อว่าจะมีทางออกในทางที่ดี นายบุญทักษ์ กล่าวว่า ในปี 2552 ธนาคารมีเป้าหมายที่จะบุกเบิกและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทั้งในกลุ่มผู้ประกอบการ และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมและการศึกษาของเยาวชน โดยธนาคารจะเน้นบทบาทการเป็นธนาคารไทยที่มีวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและสังคมโดยส่วนรวม โดยสามารถแบ่งรูปแบบบริการออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.บริการด้านการส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2. บริการด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารมีแผนงานร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานพันธมิตรในการให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการสิ่งแวดล้อม และการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น และ 3.บริการด้านการสนับสนุนทางการเงินด้านสิ่งแวดล้อม โดยการจัดหาแหล่งเงินช่วยเหลือพิเศษต่างๆ ทั้งด้านเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษเงินช่วยเหลือให้เปล่า และการจัดหาผู้ร่วมทุน เป็นต้น
จาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2551
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9510000140644



คำถาม

1.ทำไม ธนาคารทหารไทยยืนเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีหน้าขยายตัวที่ 9%
2.การขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คืออะไร
3.สถานการสนามบินสุวรรณภูมิที่ต้องปิดการดำเนินการไปนั้น ส่งผลกระทบอย่างไรกับธนาคารทหารไทย

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กนง.คงดอกเบี้ยหวั่นวิกฤติการเงิน-การเมืองฉุดเศรษฐกิจ

จัดทำบทความโดย : น.ส.อัญชลี ชวลิตชูวงษ์ เลขทะเบียน 48210282

----------------------------------------------------------------


คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี หลังจากเศรษฐกิจในเดือน ส.ค.เริ่มชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่อัตราการขยายตัวจะชะลอลง เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้น จากวิกฤติการเงินโลก และปัจจัยการเมืองในประเทศ
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชุดใหม่ ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี หลังจากเศรษฐกิจในเดือน ส.ค.เริ่มชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่อัตราการขยายตัวจะชะลอลง เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้น จากวิกฤติการเงินโลก และปัจจัยการเมืองในประเทศ

โดยผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างประเทศลดลง รวมทั้งกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้จ่ายงบประมาณได้ตามที่ตั้งเป้าหมายคือร้อยละ 94 รวมทั้งการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ซึ่งจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนความเสี่ยงจากวิกฤติการเงินโลก มีผลกระทบมายังอุตสาหกรรมที่แท้จริง และเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและเอเชีย ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการส่งออกที่อาจจะชะลอตัวตามไปด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับหดตัว โดยยังเชื่อว่า ตลาดส่งออกในเอเชียไม่น่าจะชะลอลงมากนัก ซึ่งจาก 2 ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ กนง.ต้องติดตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินนโยบายการเงินอย่างเหมาะสมหรือมีการผ่อนคลายมากขึ้น หากผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมากกว่าที่ประเมินไว้
น.ส.ดวงมณีกล่าวด้วยว่า กนง.ประเมินว่า รายได้เกษตรกรที่ขยายตัวสูง และอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มลดลง จะช่วยให้อำนาจซื้อของประชาชนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังมีแรงกดดันเรื่องเงินเฟ้ออยู่ แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดลง แต่ยังคงมีความผันผวน รวมทั้ง 6 มาตรการ 6 เดือนของรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ซึ่งเมื่อหมดระยะเวลา ราคาสินค้าก็อาจปรับขึ้นตามปกติ ที่จะเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อได้ โดยได้มีการปรับลดสมมติฐานราคาน้ำมันในปี 2551 จาก 119.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็น 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปี 2552 จาก 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมยืนยันสภาพคล่องในระบบการเงินยังเพียงพอและพร้อมที่จะดูแลระบบการเงินได้

ทั้งนี้ ธปท. จะมีการปรับประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ ในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อวันที่ 17 ต.ค.นี้ จากที่เคยประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวปี 2551 ร้อยละ 4.8-5.8

ที่มา : http://emis.fpo.go.th

คำถาม
1.การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชุดใหม่ ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีมติว่าอย่างไร
2.เศรษฐกิจในเดือน ส.ค.เริ่มชะลอตัวลง และมีแนวโน้มที่อัตราการขยายตัวจะชะลอลงอันเนื่องมาจากสาเหตุใด
3.เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ญี่ปุ่นและเอเชีย ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องมายังอะไร