วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

ตราสารอนุพันธ์...ตัวช่วยในการบริหารความเสี่ยง

จัดทำโดย: นางสาวธันยาพร ตรีพงษ์ เลขทะเบียน 48210262


ตราสารอนุพันธ์เป็นสัญญาทางการเงินที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันที่จะซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying assets) ในปัจจุบัน โดยจะส่งมอบและชำระราคากันในอนาคต สินทรัพย์อ้างอิงมีได้หลายอย่าง เช่น หุ้นสามัญ ดัชนีกลุ่มหลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ทองคำ น้ำมันดิบ และดัชนีทางการเงินอื่น ๆ
เราสามารถแบ่งประเภทตราสารอนุพันธ์ตามลักษณะของสัญญาได้เป็น 2 ประเภท คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures contract) และสัญญาออปชัน (Option contract)
สัญญาฟิวเจอร์ส คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอนาคต โดยตกลงราคาและจำนวนที่จะซื้อขายไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา ส่วนการชำระราคา (Settlement) จะทำในวันที่ครบกำหนดสัญญา
สัญญาออปชัน คือ สัญญาที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าออปชัน หรือที่เรียกว่า พรีเมียม (premium) ให้แก่ผู้ขาย เพื่อแลกกับสิทธิที่จะได้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ตามราคาที่ตกลงไว้ เมื่อถึงวันครบกำหนด หากผู้ซื้อไม่ใช้สิทธิ ผู้ซื้อจะขาดทุนเท่ากับค่า premium ที่จ่ายไป

ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยผู้ลงทุนสามารถใช้สัญญาฟิวเจอร์ส เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น บริษัทมีแผนที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่บริษัทเกรงว่า เงินบาทจะอ่อนค่า ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกดอลลาร์สหรัฐได้เท่าเดิม บริษัทจึงซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส โดยตกลงจะซื้อดอลลาร์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในวันที่ทำสัญญา

ข้อดีด้านที่สองคือ เพื่อเก็งกำไร โดยผู้ลงทุนในตราสารอนุพันธ์จะจ่ายเพียงค่า premium ซึ่งใช้เงินน้อยกว่าการเข้าไปซื้อตราสารหลักที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่

แล้วเราสามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้จากที่ใดบ้าง? โดยทั่วไป ตลาดซื้อขายตราสาร อนุพันธ์จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ (1) ตลาดที่เป็นทางการ (Organized and Centralized Exchange) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย Futures และ Options เป็นหลัก โดยตลาดจะกำหนดรายละเอียดของสัญญาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการซื้อขายไว้ เพื่อดูแลให้การซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และโปร่งใส และ (2) ตลาด OTC (Over-the-counter) ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายทำการตกลงเจรจาซื้อขายตราสารกันเอง โดยไม่ต้องผ่านตลาดที่ตั้งขึ้นเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย

คำถาม

1. ตราสารอนุพันธ์ตามลักษณะของสัญญาแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
2.จงอธิบายถึง สัญญาฟิวเจอร์ส และ สัญญาออปชัน
3.ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านมีอะไรบ้าง
4.สามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้จากที่ใดบ้าง

3 ความคิดเห็น:

utccbx007g1 กล่าวว่า...

1. ตราสารอนุพันธ์ตามลักษณะของสัญญาแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ 2 ประเภท คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures contract) และสัญญาออปชัน (Option contract)

2.จงอธิบายถึง สัญญาฟิวเจอร์ส และ สัญญาออปชัน
ตอบ สัญญาฟิวเจอร์ส คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอนาคต โดยตกลงราคาและจำนวนที่จะซื้อขายไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา ส่วนการชำระราคา (Settlement) จะทำในวันที่ครบกำหนดสัญญา
สัญญาออปชัน คือ สัญญาที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าออปชัน หรือที่เรียกว่า พรีเมียม (premium) ให้แก่ผู้ขาย
3.ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านมีอะไรบ้าง
ตอบ ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยผู้ลงทุนสามารถใช้สัญญาฟิวเจอร์ส เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น บริษัทมีแผนที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่บริษัทเกรงว่า เงินบาทจะอ่อนค่า ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกดอลลาร์สหรัฐได้เท่าเดิม บริษัทจึงซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส โดยตกลงจะซื้อดอลลาร์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในวันที่ทำสัญญา

ข้อดีด้านที่สองคือ เพื่อเก็งกำไร โดยผู้ลงทุนในตราสารอนุพันธ์จะจ่ายเพียงค่า premium ซึ่งใช้เงินน้อยกว่าการเข้าไปซื้อตราสารหลักที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิงอยู่


4.สามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้จากที่ใดบ้าง
ตอบ ตลาดซื้อขายตราสาร อนุพันธ์จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ (1) ตลาดที่เป็นทางการ (Organized and Centralized Exchange) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย Futures และ Options เป็นหลัก โดยตลาดจะกำหนดรายละเอียดของสัญญาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการซื้อขายไว้ เพื่อดูแลให้การซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และโปร่งใส และ (2) ตลาด OTC (Over-the-counter) ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายทำการตกลงเจรจาซื้อขายตราสารกันเอง โดยไม่ต้องผ่านตลาดที่ตั้งขึ้นเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย

นางสาวพรรัตน์ ผ่องเคหา
48210154

251utccbx007g10 กล่าวว่า...

1. ตราสารอนุพันธ์ตามลักษณะของสัญญาแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ 2 ประเภท คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures contract) และสัญญาออปชัน (Option contract)

2.จงอธิบายถึง สัญญาฟิวเจอร์ส และ สัญญาออปชัน
ตอบ สัญญาฟิวเจอร์ส คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอนาคต โดยตกลงราคาและจำนวนที่จะซื้อขายไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา ส่วนการชำระราคา (Settlement) จะทำในวันที่ครบกำหนดสัญญา
สัญญาออปชัน คือ สัญญาที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อย่างใดอย่าง หนึ่ง ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าออปชัน หรือที่เรียกว่า พรีเมียม (premium) ให้แก่ผู้ขาย
3.ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านมีอะไรบ้าง
ตอบ ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยผู้ลงทุนสามารถใช้สัญญาฟิวเจอร์ส เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น บริษัทมีแผนที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่บริษัทเกรงว่า เงินบาทจะอ่อนค่า ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกดอลลาร์สหรัฐได้เท่าเดิม บริษัทจึงซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส โดยตกลงจะซื้อดอลลาร์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในวันที่ทำสัญญา

ข้อดีด้านที่สองคือ เพื่อเก็งกำไร โดยผู้ลงทุนในตราสารอนุพันธ์จะจ่ายเพียงค่า premium ซึ่งใช้เงินน้อยกว่าการเข้าไปซื้อตราสารหลักที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิง อยู่


4.สามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้จากที่ใดบ้าง
ตอบ ตลาดซื้อขายตราสาร อนุพันธ์จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ (1) ตลาดที่เป็นทางการ (Organized and Centralized Exchange) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย Futures และ Options เป็นหลัก โดยตลาดจะกำหนดรายละเอียดของสัญญาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการซื้อขายไว้ เพื่อดูแลให้การซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และโปร่งใส และ (2) ตลาด OTC (Over-the-counter) ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายทำการตกลงเจรจาซื้อขายตราสารกันเอง โดยไม่ต้องผ่านตลาดที่ตั้งขึ้นเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย

ตอบโดย
น.ส.อรวลี ผ่องแ็ผ้้ว
เลขทะเบียน 48210346 กลุ่ม 10

251utccbx007g8 กล่าวว่า...

1. ตราสารอนุพันธ์ตามลักษณะของสัญญาแบ่งได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ 2 ประเภท คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures contract) และสัญญาออปชัน (Option contract)

2.จงอธิบายถึง สัญญาฟิวเจอร์ส และ สัญญาออปชัน
ตอบ สัญญาฟิวเจอร์ส คือ สัญญาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงที่จะซื้อขายสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอนาคต โดยตกลงราคาและจำนวนที่จะซื้อขายไว้ตั้งแต่วันทำสัญญา ส่วนการชำระราคา (Settlement) จะทำในวันที่ครบกำหนดสัญญา
สัญญาออปชัน คือ สัญญาที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อย่างใดอย่าง หนึ่ง ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าออปชัน หรือที่เรียกว่า พรีเมียม (premium) ให้แก่ผู้ขาย
3.ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านมีอะไรบ้าง
ตอบ ข้อดีของการใช้ตราสารอนุพันธ์ แบ่งออกเป็น 2 ด้านหลัก คือ ด้านแรกเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยผู้ลงทุนสามารถใช้สัญญาฟิวเจอร์ส เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า เช่น บริษัทมีแผนที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่บริษัทเกรงว่า เงินบาทจะอ่อนค่า ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกดอลลาร์สหรัฐได้เท่าเดิม บริษัทจึงซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส โดยตกลงจะซื้อดอลลาร์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในวันที่ทำสัญญา

ข้อดีด้านที่สองคือ เพื่อเก็งกำไร โดยผู้ลงทุนในตราสารอนุพันธ์จะจ่ายเพียงค่า premium ซึ่งใช้เงินน้อยกว่าการเข้าไปซื้อตราสารหลักที่ตราสารอนุพันธ์นั้นอ้างอิง อยู่


4.สามารถซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้จากที่ใดบ้าง
ตอบ ตลาดซื้อขายตราสาร อนุพันธ์จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ (1) ตลาดที่เป็นทางการ (Organized and Centralized Exchange) ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย Futures และ Options เป็นหลัก โดยตลาดจะกำหนดรายละเอียดของสัญญาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการซื้อขายไว้ เพื่อดูแลให้การซื้อขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยุติธรรม และโปร่งใส และ (2) ตลาด OTC (Over-the-counter) ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายทำการตกลงเจรจาซื้อขายตราสารกันเอง โดยไม่ต้องผ่านตลาดที่ตั้งขึ้นเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย

ตอบคำถามโดย นางสาวสุพรรษา เย็นอุระ
เลขทะเบียน 48210397