วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การเงินโลกฉุด ”เกษตร” ร่วงระนาว

จัดทำบทความโดย : นางสาวนฤมล ขันทอง เลขทะเบียน 48210287
----------------------------------------------------------------------------------

ภาคเอกชน ประเมินวิกฤติสหรัฐ-การเงินโลก ลามภาคเกษตรกดราคาสินค้าเกือบทุกรายการร่วงระนาว ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ไก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลดลงต่อเนื่องถึงปีหน้า เหตุผู้นำเข้าต่างประเทศชะลอสั่งซื้อสินค้า
จาก วิกฤติการเงินโลก ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกและกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง ธุรกิจเกษตรก็เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับผลกระทบหนักจากการส่งออก ที่ตลาดผู้นำเข้าเริ่มชะลอการนำเข้า ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศเกือบทุกตัวมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ ประกอบกับการทำตลาดสินค้าแต่ละตัวเริ่มที่จะลำบากขึ้น เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าหลักๆ ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกเช่นกัน
นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธาน บริษัท เอเชียโกลเด้น ไรซ์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกขณะนี้ เริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าว เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ได้ส่งสัญญาณให้วางเงินค้ำประกันเพิ่มขึ้นถึง 80% หรืออาจเพิ่มถึง 100% ในการค้ำประกันแอล/ซี จากเดิมที่กำหนดเพียง 30-40% ของมูลค่าแอล/ซี ส่งผลให้ต้องใช้เงินมากขึ้นในการค้าข้าว อาจส่งผลกระทบกับสภาพคล่องผู้ค้าข้าวได้
นอกจากนี้ ปัญหาค่าเงินผันผวน เป็นอีกผลกระทบหนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นกับวงการค้าข้าวปลายปีนี้และปี 2552 เป็นผลที่เกิดจากวิกฤติการเงินโลก ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับตัวรับมือ ด้วยการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยนอกที่ควบคุมไม่ได้
"มองว่าปัญหาการเงินโลกจะทำให้รูปแบบการค้า ในช่วงที่เกิดวิกฤติเปลี่ยนแปลงไป ในส่วนบริษัทปรับตัวด้วยการระมัดระวังการรับคำสั่งซื้อการให้เครดิตลูกค้า และการทำฟอร์เวิร์ดเงิน เพื่อให้แน่ใจว่าการซื้อขายแต่ละครั้งจะไม่มีปัญหา การระมัดระวังก็จะส่งผลต่อปริมาณคำสั่งซื้อและปริมาณการส่งออกข้าวบ้าง เราคงมีคำสั่งซื้อน้อยลง ส่วนสภาพคล่องทางการเงินที่ลดลง จะทำให้การส่งออกภาพรวมได้รับผลกระทบ แต่น่าจะเป็นระยะสั้นในช่วงปัญหาวิกฤติการเงินโลก" นายสมบัติ กล่าว
นายสมบัติ กล่าวว่า สินค้าข้าวเป็นสินค้าที่มีปัจจัยกระทบต่อราคาและตลาดเฉพาะ โดยช่วงต้นปีกับขณะนี้ ส่วนปี 2552 จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะผลผลิตหลายประเทศเพิ่มขึ้นประกอบกับปริมาณสต็อกข้าวใน ประเทศผู้ซื้อมีมากอยู่แล้ว ทำให้แนวโน้มราคาข้าวจะไม่สูงเหมือนช่วงต้นปี ที่ราคาข้าวสูงขึ้นเฉลี่ยตันละ 900-1,000 ดอลลาร์
ทั้งนี้ระดับราคาที่เหมาะสมที่ผู้ซื้อรับได้และผู้ผลิตพออยู่ได้ คือระดับตันละ 500-600 ดอลลาร์ แต่ปีหน้ายังไม่สามารถประเมินได้ว่าระดับราคาจะยืนในระดับนี้หรือไม่
"ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินสถานการณ์ปีหน้า เพราะราคาข้าวยังขึ้นกับปริมาณสต็อกข้าวที่แท้จริงของแต่ละประเทศ และนโยบายรัฐบาลไทยในการกำหนดราคารับจำนำ แต่ราคาข้าวไม่กลับไปต่ำอยู่ที่ตันละ 300 ดอลลาร์ แต่ก็ไม่สูงไปมากเหมือนต้นปีแน่นอน" นายสมบัติ กล่าว

การส่งออกข้าวในปี 2552 ถือเป็นงานหนัก เพราะมีการสต็อกข้าวไว้มากช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้สต็อกโลกเพิ่มขึ้นทุกประเทศ โดยจีนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ขายหรือไม่ เพราะปริมาณผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นมาก อินโดนีเซียก็เช่นกัน ที่ซื้อข้าวน้อยลง อินเดียจะกลับมาส่งออกอีกครั้ง เวียดนาม มองว่าไม่ใช่ตัวแปรของตลาดมากนัก เนื่องจากเวียดนามเป็นผู้ส่งออกที่ไม่สต็อกข้าว เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดจะส่งออกทันที
ขณะที่ผู้ซื้อพบว่ามีหลายประเทศมีสต็อกข้าวแล้วจากช่วงวิกฤติราคาข้าวช่วง ต้นปี ทำให้ความต้องการซื้อไม่สูงและจำกัดมากขึ้น จากวิกฤติการเงินโลก ทำให้ภาพรวมตลาดปี 2552 ชะลอตัว
ผู้ส่งออกมันสำปะหลังชี้ราคาตกยาวถึงปี 52
นายเจน วงศ์บุญสิน นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลัง กล่าวว่า ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงทุกชนิด เป็นผลมาจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลกชะลอตัว ในส่วนของมันสำปะหลัง ขณะนี้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 1.45 บาท ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตที่กิโลกรัมละ 1.20 บาท ซึ่งราคาที่เกษตรกรขายได้ควรสูงกว่าต้นทุนการผลิตอย่างน้อย 20%
สาเหตุที่ราคามันสำปะหลังช่วงนี้ต่ำมาก เป็นเพราะในปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักทำให้ปริมาณเชื้อแป้งในมันสำปะหลังมีน้อย สมาคมได้เตือนเกษตรกรอย่าเพิ่งขุดหัวมันออกมาขาย รอให้ถึงเดือนพ.ย.ก่อนจะเข้าฤดูหนาว เชื้อแป้งจะเพิ่มสูงขึ้นราคาจะสูงขึ้นตาม
อย่างไรก็ตาม ราคามันสำปะหลังช่วงปลายปีนี้ถึงปี 2552 จะไม่สูงเท่ากับปีนี้ที่ราคาสูงสุดกิโลกรัมละ 2.50 บาท เนื่องจากแรงกดดันของภาวะเศรษฐกิจโลกจะทำให้ความต้องการมันสำปะหลังลดลง ในส่วนที่นำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน แต่ความต้องการจะไม่ลดลงทีเดียว เพราะกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลให้การส่งออกของไทยยังทำได้ เพียงแต่ต้องปรับลดราคา ให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ซึ่งมันสำปะหลังที่คาดว่าปี 2551/2552 ที่จะมีผลผลิตประมาณ 29 ล้านตันเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านจะสามารถส่งออกได้หมด
“ภาวะตลาดที่เป็นแบบนี้ เกษตรกรจะต้องยอมรับในความเป็นไปด้วย ถือว่าการที่เคยขายได้ในปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ 2.50 บาท เป็นโบนัส หากในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจโลกดีขึ้น มีความเป็นไปได้ที่ราคามันสำปะหลังจะพุ่งขึ้นอีกครั้ง” นายเจน กล่าว
นายสุนัย สถาพร ประธานสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคามันสำปะหลังปัจจุบันตลาดยังซบเซา ทำให้ราคาลดลงทุกผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะลดลงต่อเนื่อง เพราะระดับราคายังไม่มีเสถียรภาพ ส่วนหนึ่งมาจากวิกฤติการเงินโลก ที่ผู้ซื้อทุกคนรอดูสถานการณ์จึงชะลอการสั่งซื้อ และอัตราการบริโภคของโลกลดลง ทำให้การสั่งซื้อสินค้าต้นทุนอื่นๆ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทำให้คนไม่กล้าลงทุน

ทั้งนี้ยังไม่สามารถประเมินทิศทางราคาปี 2552 ได้ เพราะไม่ทราบว่าวิกฤติการเงินโลก จะรุนแรงแค่ไหน และกินเวลานานเท่าไร ส่วนแนวทางการปรับตัวยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนรับมือที่ชัดเจนเพราะ เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก

สศก.ยอมรับราคายางวูบ
สำหรับยางพาราจากการวิเคราะห์ล่าสุดของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่าปีนี้ไทยผลิตยางได้ 3.12 ล้านตัน เพื่อขึ้นจาก 2.960 ล้านตัน ของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 5.41% เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกใหม่และพื้นที่ปลูกทดแทนเริ่มกรีดยางได้มากขึ้น ขณะที่ผลผลิตยางโลกปีนี้อยู่ที่ 9.81 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 9.70 ล้านตันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 1.13%
การส่งออกปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกได้ประมาณ 2.60 ล้านตันลดลงจากที่ประมาณการไว้เดิม 2.75 ล้านตัน หรือลดลง 5.45% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากปัญหาซับไพร์มที่เกิดขึ้นในสหรัฐได้ ขยายไปทั่วโลก โดยช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค.) ไทยสามารถส่งออกยางได้ 1.69 ล้านตัน มูลค่า 154,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.63 ล้านตัน มูลค่า 122,633 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่า 4 เดือนข้างหน้าจะส่งออกได้อีก 0.91 ล้านตัน ส่วนการส่งออกยางพาราราคาโลกปี 2551 อยู่ที่ประมาณ 6.681 ล้านตัน ลดลงเล็กน้อยจาก 6.693 ล้านตัน ของปี 2550
ส่วน ของราคาในช่วง 9 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาเริ่มลดลงหนักในช่วงต้นเดือนต.ค.นี้ โดยราคาที่เกษตรกรขายได้ยางแผ่นดิบชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 86.54 บาทเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 67.75 บาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 27.73% แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาจนถึงเดือนต.ค.นี้ราคาเริ่มลดลง โดยล่าสุดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น
ศก.สหรัฐ-นักเก็งกำไรผสมโรงฉุดราคา
อย่างไรก็ตาม ราคายางมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางมีความต้องการใช้ลดลง เพราะผู้บริโภคในสหรัฐซึ่งเป็นตลาดการค้าหลักของสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก ของเกือบทุกประเทศได้ชะลอการซื้อสินค้าลง เพราะเกิดวิกฤติการเงิน คาดวิกฤติการเงินจะขยายไปทั่วโลก ส่งผลให้จีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของไทยชะลอการสั่งซื้อทั้ง จากไทยและผู้ผลิตรายอื่น
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคายางในตลาดโลกลดลง คาดว่าราคายางพาราคาในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง ในทิศทางเดียวกับราคายางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าพลอยได้จากน้ำมัน ขณะที่นักเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าหันไป เก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์อื่นแทนสินค้ายางพารา



ยอมรับส่งออกไก่ไปยุโรปปีหน้าสาหัส
นาย ธีระศักดิ์ อุรุนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า วิกฤติดังกล่าวส่งผลต่อธุรกิจแน่นอน โดยเฉพาะกระทบกับกำลังซื้อจากปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐ และยุโรป แม้จะยังไม่ชัดนัก ในส่วนของไก่ซึ่งมีการส่งออกไปยุโรปจำนวนมาก ดังนั้นการส่งออกปี 2552 จะไม่หวือหวาแน่นอน
“ผมคิดว่าในระยะสั้นๆ เราจะเริ่มเห็นสัญญาณแล้ว เพราะตลาดยุโรปเริ่มชะลอตัวในเรื่องของการสั่งซื้อ ทุกคนต้องระวังตัว การเกิดวิกฤติแต่ละครั้งการจับจ่ายใช้สอยก็เป็นตัวที่ตามมา ดังนั้นตลาดยุโรปน่าจะทรงๆ หรือชะลอตัวเล็กน้อย”
ที่ผ่านมาเหตุการณ์เรื่องน้ำมันแพง วัตถุดิบแพง ต้นทุนการผลิตช่วงที่ผ่านมา เมื่อต้นปีก็ถือว่ารุนแรงมาก วัตถุดิบที่ถูกนำมาใช้ผลิตพลังงานทดแทน ก็มีราคาที่กระโดดขึ้นเป็นเท่าๆ ตัว น้ำมันก็เป็นตัวแปรสำคัญแต่พอเศรษฐกิจโลกเริ่มไม่ค่อยดีขึ้นมา ราคาน้ำมันโลกอ่อนตัว วัตถุดิบก็เริ่มปรับตัวตาม
นาย ธีระศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาวัตถุดิบและต้นทุนที่สูงขึ้นสินค้าหลายรายการได้ปรับราคาขาย เพิ่มขึ้นประมาณ 25-30% ราคาก็สูงขึ้นตามต้นทุน แต่ขณะนี้เศรษฐกิจกลับสวนทาง กลายเป็นว่าทุกคนก็ต้องมองว่าเมื่อของแพงขึ้น การจับจ่ายใช้สอยน้อยลง จะต้องทำอย่างไร
ผู้นำเข้าชะลอรับซื้อฉุดราคาปาล์มลดลง
นางนารีณัฐ รุณภัย ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สถานการณ์ปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ขณะนี้ถือว่าสอดคล้องกับราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง สาเหตุหลักๆ มาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบปรับลดลง ประเทศผู้นำเข้าชะลอการรับซื้อ ทำให้มีน้ำมันปาล์มค้างสต็อกจำนวนมาก ประกอบกับผลผลิตปาล์มของไทยปีนี้ให้ผลผลิตสูงถึง 8.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35% ส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันที่เริ่มให้ผล ผลิต จึงเป็นเหตุให้ราคาขณะนี้เริ่มอ่อนตัวลง
ล่าสุดเกษตรกรขายได้เพียงกิโลกรัมละ 2.80 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับราคาช่วงต้นปีที่ขายได้ถึงกิโลกรัมละ 6 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มของมาเลเซียอยู่ที่กิโลกรัมละ 17 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 36 บาท ทั้งนี้ราคาปาล์มน้ำมันส่วนหนึ่งผูกติดกับราคาพลังงานเมื่อราคาพลังงานลด ราคาปาล์มน้ำมันก็จะลดตาม
นายกฤษดา ชวนะนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย จำกัด ในฐานะนายกสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม กล่าวว่า ราคาปาล์มน้ำมันที่ปรับลดลงเป็นไปตามภาวะตลาดโลก ที่เป็นผลมาจากปัญหาซับไพร์มสหรัฐ ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดปรับตัวลดลง นักเก็งกำไรถอนตัวเพื่อลงทุนในสินค้ากลุ่มอื่น รวมทั้งราคาน้ำมันดิบที่ลดลงถึง 57% จึงเป็นแรงกดดันให้ราคาน้ำมันปาล์มลดตาม

ส่วนสถานการณ์ในปี 2552 คาดว่าราคาปาล์มน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.50 บาท จากที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท "ผมไม่อยากให้เกษตรกรออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือเพราะ ราคาปาล์มน้ำมันเพิ่งจะปรับลดลงในช่วง 3 เดือนสุดท้ายเท่านั้น การเรียกร้องแล้วรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือทุกครั้งด้วยวิธีการแทรกแซง นอกจากจะทำให้กลไกการตลาดแปรปรวนแล้ว ส่วนหนึ่งยังไม่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรด้วย" นายกฤษดา กล่าว

ที่มา : http://www.108acc.com/index.php

คำถาม
1. สินค้าใดบ้างในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าว
2. ในการประเมินสถานการณ์ราคาข้าวปีหน้าต้องขึ้นกับเรื่องใด
3. การที่เกษตรกรออกมาเรียกรองให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยวิธีการแทรกแซงจะทำให้เกิดผลอย่างไร